
สางปมทีวีดิจิทัล อย่ากระทบหลักการ
ความพยายามของคณะทำงานแก้ไขปัญหาทีวีดิจิทัล นำโดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
โดย...พรพรต ชัยศรีบุญเรือง
ความพยายามของคณะทำงานแก้ไขปัญหาทีวีดิจิทัล นำโดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อช่วยกันหาทางออกให้ผู้ประกอบการที่ชนะประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลประเภทช่องธุรกิจ หากมองเผินๆ ก็นับเป็นเรื่องดีที่จะร่วมกันแก้ปัญหา
อย่างไรก็ตาม จากหลายข้อเรียกร้องซึ่งเสี่ยงที่จะกระทบหลักการใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนี้ คณะทำงานฯ คงต้องคิดให้หนัก เพราะการแก้ไขครั้งนี้อาจจะโดนใช้ไปเป็นข้ออ้างในการแก้ปัญหาการประมูลงานรัฐต่างๆ อีกมากมาย
ทั้งนี้ เพราะด้วยเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ที่มากมายมหาศาล โดยล่าสุดวงการอุตสาหกรรมโฆษณามองว่างบโฆษณารวมปีนี้จะโตได้กว่า 3% จากปีก่อน หรือเป็นงบประมาณโฆษณารวม 1.41 แสนล้านบาท และในช่วงเปิดประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลช่องธุรกิจ มีการคาดการณ์กันว่า ตลอดช่วงอายุสัญญาทีวีดิจิทัล 15 ปี แนวโน้มเม็ดเงินโฆษณาอาจจะเพิ่มได้มากถึงปีละ 2 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เฉลี่ยแบ่งเป็นงบโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์สัดส่วนมากถึง 50-60%
เมื่อเป็นเช่นนี้ การประมูลใบอนุญาตช่องธุรกิจ 24 ช่อง ที่แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ ช่องทั่วไปความคมชัดสูง (เอชดี) 7 ใบอนุญาต ช่องทั่วไปความคมชัดปกติ (เอสดี) 7 ใบอนุญาต ช่องข่าวสารสาระ 7 ใบอนุญาต และช่องเด็ก เยาวชน และครอบครัว 3 ใบอนุญาต จึงดุเดือด
ผลการประมูล ช่องประเภทเอชดีเป็นกลุ่มที่มีการแข่งเสนอราคาประมูลสูงสุด โดยช่องที่เสนอราคาประมูลสูงสุด คือ กลุ่มบีอีซี-มัลติมีเดีย หรือกลุ่มช่อง 3 ที่เสนอราคาสูงสุดถึงใบละ 3,530 ล้านบาท เพราะต้องการจะเลือกช่องสถานีเป็นเบอร์ช่อง 33 ส่วนผู้ประมูลที่เสนอราคาน้อยที่สุดอยู่ในกลุ่มประเภทช่องเด็ก ครอบครัว และเยาวชน ที่มี 3 ใบอนุญาต โดยผู้เสนอประมูลน้อยสุดที่ได้ใบอนุญาตไป คือ บริษัท ไทยทีวี (เครือทีวีพูล) เสนอราคา 648 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญา 15 ปี
จากเม็ดเงินโฆษณา หากใช้ตัวเลขปีนี้ 1.41 แสนล้านบาท เป็นตัวตั้ง ไม่ต้องยาวไปถึงคาดการณ์ว่าจะถึง 2 แสนล้านบาท แบ่งสัดส่วนเป็นงบโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์กว่าครึ่ง หรือกว่า 7 หมื่นล้านบาท เมื่อคิดหยาบๆ นำมาหารด้วย 24 ช่องทีวีดิจิทัลธุรกิจ จะเฉลี่ยรายได้ช่องละกว่า 2,900 ล้านบาท หากมีรายได้เฉลี่ยช่องละเท่านี้ ตลอดอายุสัญญา 15 ปี แต่ละช่องจะมีรายได้กว่า 4.37 หมื่นล้านบาท ขณะที่มีรายจ่ายค่าใบอนุญาต รายที่ประมูลเสนอราคาสูงสุดจ่ายแค่ 3,530 ล้านบาท ขณะที่รายซึ่งจ่ายน้อยสุดอยู่ที่ช่องละ 648 ล้านบาท
เม็ดเงินรายได้เฉลี่ยที่แต่ละช่องได้ดังกล่าว เมื่อเทียบกับค่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัล จึงนับว่าเป็นสัดส่วนรายจ่ายที่น้อยมาก ไม่มีช่องไหนต่อให้ชนะประมูลด้วยการเสนอราคาสูงสุดช่อง 3 เอชดี ก็ยังจ่ายไม่ถึง
10% ของรายได้เฉลี่ย ซึ่งรายจ่ายของทีวีดิจิทัลช่องต่างๆ ที่จะต้องจ่ายส่วนใหญ่ คงมาจากค่าเนื้อหาหรือคอนเทนต์ที่เป็นหัวใจหลักในการที่จะดึงผู้ดู ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาที่ลงทุนผลิตเอง เนื้อหาที่ซื้อจากต่างประเทศ เพื่อมาดึงผู้ชมหากมีจำนวนมากหรือเรตติ้งดี ก็จะขายโฆษณาในราคาที่สูงตามจำนวนผู้ชม โดยค่าใช้จ่ายเนื้อหาเฉลี่ยเป็น 50-60% ของต้นทุนแต่ละช่อง ที่เหลือเป็นค่าออกอากาศ ค่าอุปกรณ์ 20-30% ค่าทำการตลาดโปรโมทช่องให้ดึงผู้ชมได้มากอย่างต่อเนื่อง
20-30%
ดังนั้น การที่คณะทำงานแก้ไขปัญหาทีวีดิจิทัลของ กสทช. พยายามแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้อง ซึ่งประชุมกันมาหลายนัด และล่าสุดก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ใน 5 ข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการ ได้แก่ 1.การขอเลื่อนการชำระเงินค่าใบอนุญาตงวดที่สาม 2.การขอขยายระยะเวลาใบอนุญาต 3.การขอคืนใบอนุญาต โดยไม่ต้องชำระเงินประมูลงวดที่เหลือ และไม่นำใบอนุญาตกลับไปประมูลใหม่ 4.การขอเงินสนับสนุนกองทุน กสทช.เพื่อนำมาจัดทำเรตติ้งใหม่ และ 5.การให้ กสทช.รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการนำสัญญาณทีวีดิจิทัลขึ้นดาวเทียมตามกฎมัสต์แครี่
ข้อเรียกร้องส่วนใหญ่จึงเป็นการต่อรอง ต้นทุนค่าใช้จ่ายของแต่ละช่องที่น้อยนิด หากช่องไหนไปปรับประสิทธิภาพที่เป็นค่าใช้จ่ายหลัก เช่น ต้นทุนผลิตเนื้อหา ส่วนนั้นน่าจะเป็นต้นทุนที่มากกว่า ขณะที่
คณะทำงานฯ ที่ประกอบด้วยผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด หลายท่านก็บอกว่าทำไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกต หากมีการแก้ไขอาจกระทบไปถึงการแก้ไขประมูลใบอนุญาตคลื่น 900 หรือการประมูลเมกะโปรเจกต์อื่นๆ อีกหรือไม่
จากภาพรวมทั้งหมด งานนี้จึงต้องระวังเป้าหลอกที่ซ้อนอยู่ในเป้าจริง หลักการคือหลักการ







