
ความขัดแย้ง ความปรองดอง (3)
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
เราศึกษาอดีตเพื่อมองอนาคต เช่นเดียวกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อบ้านเมืองและประชาชนโดยมีอนาคตของประเทศเป็นเดิมพัน นอกเหนือจากการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งมีมากขึ้นจนน่ากลัวว่า หากปล่อยไปไม่เกิน 10 ปี ประเทศไทยคงหมดตัวแน่ ทำอย่างไรจะป้องกันไม่ให้คนไทยใช้ความรุนแรงกระทำต่อกันเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องออกมาระงับความขัดแย้งที่รุนแรงในปี 2557 ได้แสดงความกังวลว่า หลังการเลือกตั้งครั้งใหม่คนไทยอาจขัดแย้งและตีกันอีก ดังนั้น คสช.ได้เสนอกรอบแนวความคิด 5 ประการมายัง กรธ.ในการร่างรัฐธรรมนูญ โดยประการที่ 3 ระบุว่า “ให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการปฏิรูปและสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นให้ได้”
ดังนั้น ภารกิจประการหนึ่งของ กรธ. ก็คือการออกแบบรัฐธรรมนูญรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ไม่ให้ประเทศติดกับความขัดแย้งและความรุนแรงอีก พร้อมทั้งขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างสงบ สันติ ด้วยการสร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพที่จะก่อให้เกิดความปรองดองจากความขัดแย้งที่ผ่านมา และหาทางป้องกันไม่ให้คนไทยขัดแย้งทางการเมืองจนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงกันอีก
นับว่าเป็นภารกิจที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้พอสมควร เพราะความขัดแย้งใน 10 ปีที่ผ่านมา ยังหาวิธีปรองดองกันไม่ได้แม้ว่าจะมีข้อเสนอต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะการนิรโทษกรรมและอภัยโทษให้บรรดาหัวโจกและตัวเล็กตัวน้อย เพราะทั้งหัวหน้า คสช. และประธาน กรธ.เห็นว่าไม่มีหลักคิดใดที่ว่านิรโทษกรรมแล้วคนจะลืมความบาดหมาง คนไม่ทำผิดอีก และคู่ขัดแย้งจะดีกัน
ฉะนั้นความขัดแย้งที่ผ่านมาจึงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด เพื่อสร้างจิตสำนึกของคนให้เคารพกฎหมายบ้านเมือง ส่วนความขัดแย้งที่อาจจะมีขึ้นในอนาคต ก็ต้องหากลไกป้องกัน ระงับยับยั้งต่อไป
หากดูในร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกที่เสนอให้ประชาชนพิจารณา จะเห็นว่ามีความพยายามสร้างกลไกของความปรองดองแทรกในมาตรา 47 (6) ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการป้องกันความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองระหว่างประชาชน กับมาตรา 147 มาตรา 150 มาตรา 160 และมาตรา 253 ซึ่งเป็นการสร้างความปรองดองระหว่างนักการเมือง
มาตรา 47 อยู่ในหมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย ระบุว่า “บุคคลมีหน้าที่ดังต่อไปนี้ (6) เคารพและไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น และไม่กระทำการใดที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม” ส่วนมาตรา 147 มาตรา 150 มาตรา 160 และมาตรา 253 เป็นกลไกสร้างความปรองดองระหว่างนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ท่านผู้อ่านสามารถหาอ่านได้จากแหล่งต่างๆ เพราะถ้าคัดมาลงในบทความนี้คงกินเนื้อที่มากไป
กลไกที่ใส่ไว้ในมาตราดังกล่าวข้างต้นเชื่อว่าจะ “มีส่วน” นำไปสู่ความปรองดองในตัว ทั้งความปรองดองระหว่างประชาชนด้วยกัน และความปรองดองระหว่างนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ประชาชนที่ได้รับหลักประกันโดยรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมก็ไม่ใช้สิทธิเสรีภาพนั้นเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช้สิทธิเสรีภาพของตนไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น หรือใช้สิทธิเสรีภาพไปทำผิดกฎหมาย เช่น เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐและระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อย่างที่คนไทยบางกลุ่มได้ทำในอดีต
ประชาชนต้องไม่ใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขตจนนำไปสู่ความรุนแรง โดยเฉพาะการสร้างวาทกรรมที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังระหว่างกัน รัฐบาลก็ต้องไม่ใช้ความรุนแรงในการบังคับใช้กฎหมายต่อประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ
ในขณะที่นักการเมืองต้องไม่เล่นการเมืองแบบเอาเป็นเอาตายเหมือนอย่างที่ผ่านมา แต่ต้องเป็นการเมืองที่พึ่งพากัน หันหน้ามาพูดจากันให้มากขึ้น รัฐธรรมนูญได้สร้างช่องทางให้รัฐบาลและฝ่ายค้านมีการพูดคุยกันทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ไม่ใช่ทะเลาะกันจนหาทางออกไม่เจอ เมื่อเถียงกันไปมาก็ต้องมีกลไกที่จะมาชี้ขาดให้เพื่อไม่ให้เรื่องบานปลายจนลงไปสู่ถนน
รัฐธรรมนูญได้กำหนดทางออกไว้ให้ ใครมีปัญหาเรื่องไหนก็มีกลไกชี้ทางออกในเรื่องนั้นให้ อะไรที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญก็ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับทุจริตก็ไปที่ ป.ป.ช. หรือ คตง. หรือ สตง. เมื่อนักการเมืองทุจริตเลือกตั้งก็ไปที่ กกต. รวมทั้งมีกลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริตซึ่งเป็นต้นตอสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงทางการเมือง อีกทั้งเสียงข้างน้อยก็มีที่ยืน เสียงข้างมากก็ไม่ใช้อำนาจแบบไม่บันยะบันยังแบบก่อน
การเลือกตั้งก็ไม่ใช่เป็นการชนะกันอย่างเด็ดขาดหรือกินรวบแบบก่อน แต่เฉลี่ยกันไป เมื่อประเทศชาติเกิดปัญหาขึ้นมา รัฐธรรมนูญได้มีกลไกหรือเปิดช่องให้สองฝ่ายได้พูดคุยกันลับๆ ในการหาทางออกให้กับบ้านเมือง เพราะถ้าพูดคุยอย่างเปิดเผย ต่างฝ่ายต่างมีเดิมพันทางการเมืองและมุ่งหาคะแนนนิยมเป็นสำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การเผชิญหน้าจนหาทางออกไม่เจอ
นี่เป็นรัฐธรรมนูญที่นอกจากเน้นเรื่องการป้องกัน ระงับยับยั้ง ต่อต้านการทุจริต จนมีคีย์เวิร์ดว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีที่ให้คนโกง” แล้ว ยังเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปรองดองด้วย แต่ไม่ว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญดีอย่างไร ถ้านักการเมือง คนไทยไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญก็ไม่มีความหมาย
ดังนั้น นักการเมืองไทย ประชาชนไทยต้อง “ปฏิรูป” ตนเองเพื่อเตรียมใช้รัฐธรรมนูญฉบับต่อต้านการทุจริตและฉบับปรองดอง เรามีรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปแล้ว คนไทยก็ต้องปฏิรูปตัวเองด้วย







