
ไทยเสี่ยงปัญหา เยนแครี่เทรดน้อย
ทันทีที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือบีโอเจ ประกาศใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ 0.1% สำหรับเงินที่สถาบันการเงินในประเทศนำมาฝากไว้กับบีโอเจ เพื่อหวังกระตุ้นให้สถาบันการเงินในญี่ปุ่นนำเงินไปปล่อยกู้เพิ่มขึ้น และกระตุ้นการลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศให้กลับมาเติบโตได้ หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอลงต่อเนื่องจากผลกระทบราคาน้ำมันที่ผันผวน
ทันทีที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือบีโอเจ ประกาศใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ 0.1% สำหรับเงินที่สถาบันการเงินในประเทศนำมาฝากไว้กับบีโอเจ เพื่อหวังกระตุ้นให้สถาบันการเงินในญี่ปุ่นนำเงินไปปล่อยกู้เพิ่มขึ้น และกระตุ้นการลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศให้กลับมาเติบโตได้ หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอลงต่อเนื่องจากผลกระทบราคาน้ำมันที่ผันผวน
และครั้งนี้บีโอเจประกาศจะใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบไปจนกว่าอัตราเงินเฟ้อที่ปลายปี 2558 ต่ำอยู่ที่ 0.5% ปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ในเป้าหมายที่ 2% ในกลางปีหน้า
การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยติดลบดังกล่าวของบีโอเจถูกจับตามองทันทีว่า จะมีโอกาสเกิดการกู้ยืมเงินทุนสกุลเงินเยนที่ดอกเบี้ยต่ำมาลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนสูงในไทย หรือแครี่เทรด จนทำให้เงินทุนระยะสั้นไหลเข้ามาเก็งกำไรส่วนต่างใน 2 ตลาด หรืออาร์บิทราจมากน้อยแค่ไหน
เพราะหากเงินเกิดแครี่เทรดเงินเยนมาไทยจริงๆ อาจส่งผลให้ค่าเงินบาทไทยผันผวนแข็งค่ามากขึ้น ซ้ำเติมภาคการส่งออกไทยให้โตติดลบมากขึ้นไปอีกก็ได้ และหากเป็นเช่นนั้นจริง ปัญหาแครี่เทรดจะฉุดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปีนี้ให้โตต่ำลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าจีดีพีปีนี้จะโตที่ 3.5% คาดส่งออกขยายตัว 0% ส่วนสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่าจีดีพีจะโตที่ 3.7% ซึ่งในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันมีความเสี่ยงด้านอื่นๆ อาทิ สถานการณ์การเมืองจากปัญหาการร่างรัฐธรรมนูญ ปัญหาภัยแล้ง รวมถึงการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ กรณีสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยที่อาจจะกระทบต้นทุนการระดมทุนของรัฐให้สูงขึ้น หากสภาพคล่องในระบบลดลง ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้การเติบโตต่ำกว่าคาดได้อยู่แล้ว ถ้าเกิดแครี่เทรดขึ้นสถานการณ์คงแย่ลงอีก
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาความน่าจะเป็นของการจะเกิดแครี่เทรดเยนก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย เพราะอย่าลืมว่าถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะผ่อนคลายอยู่ในระดับต่ำที่ระดับ 1.5% ก็จริง แต่อัตราดอกเบี้ยของไทยยังสูงกว่าดอกเบี้ยในญี่ปุ่นอยู่สมพอควร
ในเรื่องนี้ กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย ให้ความเห็นว่าแนวโน้มแครี่เทรดเยนมาไทยยังไม่มีสัญญาณชัดเจนมากนัก เพราะเงินทุนเยนส่วนใหญ่จะไปลงในประเทศที่พัฒนาแล้วในกลุ่ม จี8 และ จี3 มากกว่าที่จะไหลเข้ามาในประเทศตลาดเกิดใหม่ หรืออีเมอร์จิ้งมาร์เก็ตรวมทั้งไทย
เนื่องจากค่าความผันผวนของเงินบาทและสกุลเงินในอีเมอร์จิ้งมาร์เก็ตมีความผันผวนมากกว่าสกุลเงินของประเทศพัฒนาแล้ว จึงไม่จูงใจให้นักลงทุนมากินส่วนต่างของดอกเบี้ยเพียง 1.5% ในไทย บวกกับการทำแครี่เทรดมาในอีเมอร์จิ้งมาร์เก็ตมีต้นทุนการทำป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่แพง เนื่องจากต้องทำ 2 ขา คือ เปลี่ยนสกุลท้องถิ่นไปเป็นเหรียญสหรัฐและแปลงกลับมาเป็นสกุลท้องถิ่นอีก ปัญหานี้ทำให้นักลงทุนไม่ค่อยทำแครี่เทรดมาในประเทศที่กำลังพัฒนา
“จริงอยู่ที่การผ่อนคลายนโยบายการเงินของญี่ปุ่นสร้างบรรยากาศทางอ้อมให้นักลงทุนกล้าได้กล้าเสีย แต่ไม่ใช่การฟันดิ้งเงินเยนมาปล่อยไทยแน่นอน ผมจึงคิดว่าแครี่เทรดเยนไม่น่าจะเกิดผลกระทบกับตลาดเงินไทย เพราะว่าไม่ใช่ตลาดเงินที่ใหญ่อย่างสหรัฐ และนักลงทุนที่ทำแครี่เทรดเยนส่วนใหญ่มักเอาไปลงทุนในประเทศ จี3 ที่มีความเสี่ยงต่ำ จากการที่ค่าเงินในประเทศเหล่านี้ผันผวนน้อย สามารถคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนได้ล่วงหน้า เช่น ลงในเหรียญสหรัฐ ปอนด์ ยูโร ฟรังก์สวิส เป็นต้น” กอบสิทธิ์ ระบุ
กอบสิทธิ์ ยังมองว่า ต้องจับตาแครี่เทรดจากเงินยูโร หากสภาพยุโรปหรืออียูตัดสินใจใช้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง หรือคิวอีในช่วงเดือน มี.ค.นี้ อาจมีเงินไหลเข้ามาของเงินทุนระยะสั้น โดยอาจเข้ามาลงทุนในพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยมากกว่าพันธบัตรของกระทรวงการคลัง เหมือนในช่วงที่มีคิวอีในยุโรปแล้วมีแครี่เทรดมาไทยประมาณ 39% ของวงเงินที่ทำคิวอี
หรือหากจะมีเงินร้อนมาไทยหรือแครี่เทรด ก็น่าจะเป็นเงินเหรียญสหรัฐมากกว่าเยน เพราะเหรียญสหรัฐอยู่ในทุนสำรองของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกค่อนข้างสูงประมาณ 81% ความต้องการถือเหรียญสหรัฐจึงสูงกว่า เพราะถือในทุนสำรองในสัดส่วนที่สูงกว่าเยน
สอดคล้องกับความเห็นของ อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ที่มองว่า ตามปกติเมื่อญี่ปุ่นดอกเบี้ยติดลบ จะเห็นการเอาเงินมาลงทุนหาผลตอบแทนต่างประเทศบ้าง แต่รอบนี้ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะหลังลดดอกเบี้ยเงินเยนกลับแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐในเวลาไม่นาน สะท้อนว่านักลงทุนยังกังวลความเสี่ยงจากความผันผวนที่รุนแรง จึงไม่กล้าลงทุนแครี่เทรด กลับยอมรับผลตอบแทนที่ติดลบ แต่ปลอดภัยมากกว่า เพื่อหวังว่าในอนาคตผลตอบแทนจะดีขึ้นเป็นการเก็งกำไรในอนาคตแทน
เช่นเดียวกับ จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. ผู้ดูแลเงินทุนไหลเข้าออกไทย ที่ระบุว่า เงินทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาในไทยส่วนใหญ่ยังเป็นการเข้ามาลงทุนโดยตรงในเศรษฐกิจจริง เช่น การตั้งโรงงานผลิต หรือการมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงมากกว่า ส่วนบรรดากองทุนต่างๆ ของญี่ปุ่นเอง ไม่ว่ากองทุนประกันชีวิต หรือกองทุนการออมยังสนใจลงทุนในประเทศเป็นหลัก ยังไม่มีสัญญาแครี่เทรดมาไทย จากมุมมองที่ว่ามาทั้งหมดของหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า โอกาสที่จะเกิดแครี่เทรดเยนมาไทยยังมีน้อย ทำให้พอสบายใจได้ว่าในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยกำลังค่อยๆ ฟื้นนี้ ยังไม่มีปัจจัยลบจากปัญหาแครี่เทรดเบนมาซ้ำเติมให้แย่ลงไปอีก ส่วนจะเกิดแครี่เทรดสกุลอื่่นมาไทยหรือไม่ ยังต้องจับตากันต่อไป







