
เส้นทาง มือปราบไซเบอร์ เดินหน้าชน ไม่มีคำว่ากลัว
กว่า 7 ปีบนหน้าที่รับผิดชอบที่เกี่ยวกับการปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี ในตำแหน่งผู้บังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ แม้วันนี้จะเกษียณจากตำแหน่งไปแล้ว 3 ปี แต่เจ้าตัวก็ยังขลุกอยู่กับเรื่องปัญหาทางเทคโนโลยีอยู่ไม่สร่าง
กว่า 7 ปีบนหน้าที่รับผิดชอบที่เกี่ยวกับการปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี ในตำแหน่งผู้บังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ แม้วันนี้จะเกษียณจากตำแหน่งไปแล้ว 3 ปี แต่เจ้าตัวก็ยังขลุกอยู่กับเรื่องปัญหาทางเทคโนโลยีอยู่ไม่สร่าง
เส้นทางก่อนจะมาเป็น “มือปราบโลกไซเบอร์” ผู้การพิสิษฐ์ จบ นรต.28 ติดยศร้อยตรีมาประจำที่ สน.บางซื่อ ก่อนขยับเป็นรองสารวัตร สารวัตรใหญ่ และผู้กำกับ จนชีวิตหักเหถูกย้ายมาอยู่กองทะเบียนประวัติอาชญากร พอดีมีทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ให้ตำรวจไทยที่สนใจจะไปศึกษาเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนทางเทคโนโลยี พล.ต.ต.พิสิษฐ์ คือตำรวจไทยนายนั้นที่ได้รับโอกาส
แม้ขณะนั้นจะไม่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่อาศัยว่าเป็นนักสืบเก่าจึงนำประสบการณ์นั้นมาต่อยอด จากญี่ปุ่นก็เป็นประตูที่เปิดผ่านไปสู่การอบรมแทบทั่วโลก ทำให้จากนายตำรวจที่ไม่ช่ำชองงานเทคโนโลยี กลายเป็นเสือเล็บคมบนโลกออนไลน์
“ผมก็ใช้มือถือสมาร์ทโฟนเครื่องเดียวนะ ยี่ห้อดังจากสหรัฐนี่แหละแต่มือถือผมจะพิเศษตรงที่มันสามารถเชื่อมโยงไปยังทุกคอมพิวเตอร์ของผมได้ ผมจะเรียกข้อมูลต่างๆ ที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์มาดูได้ผ่านมือถือเลย ง่ายคือเราต้องรู้จักเลือกใช้ของให้เป็น รู้ว่าประโยชน์ของเทคโนโลยีคืออะไร สิ่งไหนเหมาะสมกับเรา”
แล้วเสืออย่าง พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เคยถูกมือดีทางเทคโนโลยีมากระตุกหนวดหรือเปล่า พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ตอบตามตรงว่าเคย มีครั้งหนึ่งที่ดำรงตำแหน่งเป็นสารวัตรที่ สน.พญาไท ช่วงนั้นเมืองไทยเพิ่งจะความรู้จักกับโทรศัพท์มือถือ และมือถือของ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ก็ถูกแฮ็กจนได้จากร้านมือถือย่านมาบุญครอง ที่แฮ็กเข้ามาเพื่อต้องการใช้โทรศัพท์ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
พล.ต.ต.พิสิษฐ์ บอกว่า จับสัญญาณได้พอดี จากนั้นเลยเอากำลังไปตามกวาดล้างตู้มือถือทั้งห้างมาบุญครอง
อีกครั้งขณะที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ กำลังออกกำลังกาย มือถือได้หล่นหายไปและมีคนเก็บได้แต่แล้วก็ไม่ได้นำมาคืนกลับเอาไปขายต่อที่ตู้มือถือแห่งหนึ่ง พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ก็สืบเสาะจนรู้ว่ามือถือตัวเองอยู่ที่ไหน จึงแจ้งไปยังร้านรับซื้อว่าให้เอามาคืนภายใน 1 วัน หากให้ไปเอาเอง รับรองได้ว่าเดือดทั้งร้านแน่นอน
กระทั่งมาจับงานชิ้นใหญ่ที่รัฐบาลภายใต้การบริหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการให้ขับเคลื่อน คือการปฏิรูปสื่อออนไลน์ ด้วยความช่ำชองชำนาญด้านนี้ของ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ จึงถูกมอบความรับผิดชอบให้จัดการงานใหญ่ชิ้นนี้
เมื่อถามว่ารัฐบาลเห็นด้วยหรือไม่กับสิ่งที่ สปท.ชุดนี้กำลังเดินหน้าปฏิรูปสื่อออนไลน์ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ บอกว่า รัฐบาลสั่งให้เดินหน้าอย่างเต็มที่ และทุกขั้นตอนที่ดำเนินการก็ควบคู่ไปกับการรายงานให้รัฐบาลทราบมาโดยตลอด หากสิ่งใดที่รัฐบาลเห็นว่าดีก็ให้ทำต่อ หรือสิ่งไหนเห็นว่าอาจจะยังไม่เหมาสม สปท.ก็จะหยุด
พล.ต.ต.พิสิษฐ์ บอกว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะทำให้อินเทอร์เน็ตมีใช้ทุกพื้นที่ แน่นอนว่าการเข้าถึงของประชาชนคนไทยก็ต้องมากขึ้น ปัจจุบันมีคนใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่ราว 37 ล้านคน คือเกินครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ และภายในปี 2559 อาจมีคนใช้มากถึง 80% ของประชากรทั้งประเทศ เพราะระบบ 4จี มันเข้าถึงในทุกพื้นที่แล้ว พี่น้องเกษตรกรที่เคยใช้ระบบ 2จี เดิมก็ต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบ 4จี โดยอัตโนมัติ เพราะว่าเครื่องมือถือไม่รองรับแล้ว นั่นคือสิ่งที่จะถึงตัวเขาในท้องไร่ท้องนา
“อินเทอร์เน็ตบอร์ดแบนด์ที่รัฐบาลทุ่มงบไปกว่า 2 หมื่นล้านบาท จะเข้าถึงในชุมชน และไปถึงทุกส่วนของประเทศ คนใช้ก็ย่อมมากขึ้นตามจาก 37 ล้านคน อาจจะกลายเป็น 60 ล้านคน อย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ถูกต้องจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณเช่นกัน หากรัฐไม่เริ่มแก้ไข”
จำแนกปัญหาการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยอย่างไม่ถูกต้อง ตามที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ได้ศึกษาจะพบว่ามีอยู่ 4 เรื่องสำคัญ คือ 1.กฎหมายที่ใช้ควบคุม คือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่ใช้มาเกือบ 10 ปี แต่ยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งต่างจากเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอยู่ตลอด ประสิทธิภาพของการบังคับใช้ไม่ทันกับเทคโนโลยี ดังนั้นต้องมีการแก้ไขกฎหมายบางส่วน
2.หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแล ขณะนี้มีอยู่ 2 หน่วย คือ ก.ไอซีที และ บก.ปอท. พบว่าการกับดูแลโครงสร้างมีปัญหา เริ่มจากไอซีทีก่อน ศูนย์เฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายบนอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่าผู้คุมเครือข่ายเว็บไซต์ต่างๆ มีแค่ 10 คน ที่จะต้องดูแลผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ 37 ล้านคน ในอนาคตจะมีการยกภารกิจเฝ้าระวังมาให้ตำรวจบก.ปอท.แทน แต่ทั้งนี้ตำรวจก็ต้องปรับโครงสร้างใหม่ เพื่อให้รองรับภารกิจที่มากขึ้นเช่นกัน
3.การทำให้ผู้ใช้สื่อออนไลน์ใช้อย่างสร้างสรรค์ มีจิตสำนึก เป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องทำปลูกฝังตั้งแต่เด็กและเยาวชนให้รู้จักการใช้งานอินเทอร์เน็ต อะไรคือสิ่งที่เหมาะสม อะไรคือสิ่งที่ผิดกฎหมาย สาเหตุที่คนกล้าทำผิดในโลกอินเทอร์เน็ต เพราะมีความรู้สึกว่าอยู่ในที่ลับ อำพรางตัวได้ คนเราเมื่อรู้สึกว่าอยู่ในที่ลับ หรือไม่มีใครรู้ว่าคุณเป็นใคร ก็เลยกล้าทำผิดกฎหมายหรือทำได้ทุกอย่าง
4.การแสวงหาความร่วมมือผู้ให้บริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ นับเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ชี้แจงว่า ในประเทศไม่มีปัญหาเพราะอยู่ภายใต้กฎหมายไทย แต่ผู้ให้บริการต่างประเทศทั้ง YouTube Google Facebook Twitter หรือ Line ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายไทย และบังคับไม่ได้ จึงต้องอาศัยความร่วมมือ
พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เล่าย้อนถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้ฟังว่า วิธีการมอนิเตอร์ หรือการตรวจสอบข้อมูลจะมีซอฟต์แวร์ในการเฝ้าระวัง รวมถึงใช้โปรแกรมค้นหาตามปกติเพื่อหาเว็บไซต์ หรือข้อความที่เป็นภัย เช่น หากใช้คำว่า “กษัตริย์” ซอฟต์แวร์ก็จะค้นหาข้อมูลต่างๆ มาให้ ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ดีและง่ายร้าย แต่บอกตรงๆ ซอฟต์แวร์ตัวนี้ตกยุคไปเรียบร้อยแล้ว
“สมัยเป็นผู้บังคับการ ปอท. คดีละเมิดสิทธิทางเทคโนโลยีมีจำนวนมาก ผมเห็นปัญหามาโดยตลอด ก็คิดอยู่ตลอดว่าสิ่งใดที่จะเพิ่มอำนวยความสะดวกให้รัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ทำงานอย่างรวดเร็วและกระชับ สิ่งใดกฎหมายบกพร่องหรือมีปัญหาเป็นช่องว่างอยู่ เราก็ต้องแก้ ต่อไปตำรวจ หรือข้าราชการที่ทำหน้าที่นี้ จะพูดไม่ได้แล้วว่าถอดข้อความนั้นออกไม่ได้ หรือแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ เพราะเซิร์ฟเวอร์ให้บริการอยู่ที่ต่างประเทศ ถ้าพูดแบบนี้ก็หมายความว่าคุณไม่ทำอะไรเลยใช่มั้ย จะปล่อยประเทศให้เป็นไปตามยถากรรมแบบนี้หรือ ผมว่ามันไม่ใช่ มันไม่ควรจะจบแบบนี้”
ส่วนผู้ที่ละเมิด มีไม่เยอะ มีอยู่ไม่มีกี่กลุ่มกี่คนที่ละเมิด แต่เทคโนโลยีทุกวันนี้ทำให้ดูเหมือนว่ามีคนละเมิดจำนวนมาก เพราะการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง เรื่องนี้เราต้องตัดต้นตอ ทำอย่างไรให้คนใช้อย่างสร้างสรรค์ คนผิดก็ต้องดำเนินคดีโดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ ตรงนี้คนจะกลัวและไม่กล้าทำ รวมถึงความร่วมมือของผู้ให้บริการด้วย ทุกอย่างต้องเดินหน้าไปด้วยกัน
“หลายคนบอกว่าไม่มีใครหรอกที่จะมาคิดทำแบบผม ผมตอบไปว่าก็ใช่สิ ไม่มีคนกล้าจะทำไง เพราะมีแต่คนกลัว สำหรับผมไม่มีคำว่ากลัวนะ เพราะผมทำเพื่อประเทศชาติ ใครจะด่าอะไรก็เชิญ ไม่สนใจ เพราะผมทำสิ่งที่ถูกต้องและพร้อมจะชี้แจงได้ทุกอย่างกับทุกคน”







