
อ่าวบ้านดอน : ทรัพยากรชายฝั่ง เศรษฐกิจฐานรากและความเป็นประชารัฐ
โดย...พลเดช ปิ่นประทีป/ประธานมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
โดย...พลเดช ปิ่นประทีป/ประธานมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
เศรษฐกิจฐานราก เป็นเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนฐานของความพอเพียง การทำมาหากิน ความเอื้ออาทร และการแบ่งปัน ซึ่งผิดกับเศรษฐกิจข้างบนที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ต่อสู้ แย่งชิงและการเอารัดเอาเปรียบ
นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบัน ที่มุ่งส่งเสริมให้ภาคธุรกิจกระแสหลักไปเชื่อมโยงและเกื้อหนุนเศรษฐกิจฐานรากจะนำไปสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว เศรษฐกิจฐานรากสัมพันธ์อยู่กับฐานทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่น กิจกรรมรูปธรรม จึงได้แก่ เรื่องสิ่งแวดล้อมชุมชน แหล่งน้ำชุมชน ตลาดสินค้าชุมชน และท่องเที่ยวชุมชน
ปตท.เป็นองค์กรภาคธุรกิจขนาดใหญ่มากองค์กรหนึ่งที่เกื้อหนุนงานสิ่งแวดล้อมชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากมาอย่างยาวนาน รางวัลลูกโลกสีเขียวสำหรับชุมชนคนรักป่าก็เป็นโครงการรูปธรรมหนึ่งที่ ปตท.เป็นผู้ริเริ่มและให้การสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมานานถึง 17 ปีแล้ว
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมและคณะกรรมการรางวัลลูกโลกสีเขียวจำนวนหนึ่ง ได้ลงไปเยี่ยมชมกิจการดำเนินงานของกลุ่มอนุรักษ์ชายเลนเพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยว ซึ่งเคยได้รับรางวัลมาตั้งแต่ปี 2552 ไปคราวนี้เราได้เห็นเครือข่ายชุมชนที่ปกป้องดูแลฐานทรัพยากรขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางและความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่ฟื้นคืนอย่างรวดเร็ว นับเป็นกรณีศึกษาที่น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อนโยบายสานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาล
อ่าวบ้านดอนมีพื้นที่ครอบคลุม 7 อำเภอ ของ จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งแต่ อ.ท่าชนะ ไชยา ท่าฉาง พูนพิน เมืองสุราษฎร์ กาญจนดิษฐ์ และดอนสัก ความยาวแนวชายฝั่ง 120 กิโลเมตร มีพื้นที่รวม 434,575 ไร่ เป็นฐานทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ของชุมชนรอบอ่าว
ปี 2530 การเลี้ยงกุ้งกุลาดำได้ขยายเข้ามาถึงบริเวณนี้ เกิดการบุกรุกป่าชายเลนกันอย่างขนานใหญ่ส่งผลกระทบต่อปูเปี้ยวที่เป็นแหล่งอาหารและอาชีพประมงพื้นบ้าน เฉพาะที่ อ.ท่าฉาง มีการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำมากถึงร้อยละ 80 ของพื้นที่ แต่อย่างไรก็ตามกิจการบ่อกุ้งกุลาดำอยู่ได้เพียง 5-6 ปีเท่านั้นก็พากันขาดทุน ผลผลิตไม่คุ้มค่า จึงเกิดการทิ้งร้างไป ที่ดินเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ได้มีเอกสารสิทธิ
“ตาหม่อง” ผู้นำชาวประมงพื้นบ้านแห่ง ต.เลม็ด อ.ไชยา อดีตเคยเป็นลูกจ้างปลูกป่าชายเลนของกรมป่าไม้ เป็นแกนนำชักชวนชาวบ้านให้หันมาช่วยกันฟื้นฟูป่าชายเลนในปี 2536 และด้วยศักยภาพในการฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของทะเลไทย ภายใน 3-4 ปีเท่านั้น กุ้งหอยปูปลาก็กลับมาสมบูรณ์ดังเดิมจนกระทั่งกลายเป็นสิ่งจูงใจให้กลุ่มทุนหลายรายรุกกลับเข้าไปอีกครั้ง คราวนี้จับจองพื้นที่ในทะเลเพื่อทำคอกเพาะเลี้ยงหอยแครงและหอยนางรม ทั้งจำนวนคอกหอยมากมายที่แผ่ขยายไปในทะเลและวิธีการคราดหอยแบบล้างผลาญได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านอย่างรุนแรง
เพื่อรับมือกับปัญหานี้ ปี 2545 ชุมชนจึงจัดตั้งเป็นกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติฯ คราวนี้พวกเขาใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือในการจัดการปัญหาของตน โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นพี่เลี้ยงเริ่มทำในสองหมู่บ้านที่เป็นแหล่งปูเปี้ยวเนื้อที่รวม 1,500 ไร่
ผลจากกระบวนการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ทำให้ชาวบ้านมีองค์ความรู้เรื่องธรรมชาติปูเปี้ยวและเข้าใจสถานการณ์ปัญหาเกิดการวางแผนบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มจากการเพาะเลี้ยงปูเปี้ยว การแปรรูป การตลาด กำหนดกฎระเบียบการดูแลร่วมกัน ขยายจากกลุ่มเครือข่ายเล็กๆ ไปสู่ระบบนิเวศอ่าวทั้งอ่าว
กระบวนวิจัยชุมชนท้องถิ่นและการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ได้ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านกลายเป็นพลเมืองที่สมาร์ท มีความรู้ มีข้อมูล กล้าคิดกล้าทำ กล้าแสดงความคิดเห็น
สิ่งที่ชาวบ้านได้ประโยชน์ชัดๆ คือ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลกลับคืนมาและชีวิตความเป็นอยู่พวกเขาดีขึ้นจริงๆ กล่าวคือแต่ก่อนออกทะเลทั้งคืนมีรายได้แค่ 200 บาท แต่บัดนี้แค่สองสามชั่วโมงก็ได้แล้ว 500-1,200 บาท ผลงานวิจัยโครงการนี้ได้รับการยกย่องเป็นโครงการวิจัยท้องถิ่นดีเด่นประจำปี 2549
ปัจจุบันกลุ่มอนุรักษ์ได้ขยายเครือข่ายไปสู่ชุมชนชายฝั่งรอบอ่าวบ้านดอนทุกชุมชนรวม 27 กลุ่มใน 7 อำเภอ เป็นเครือข่าย “เขา-นา-เล” ที่ครอบคลุมไปถึงการดูแลรักษาแหล่งต้นน้ำบนภูเขาและกลางน้ำพื้นที่ทำนาลดใช้สารเคมี เพื่อเป้าหมายเดียวคือรักษาระบบนิเวศอ่าวบ้านดอนและอาชีพประมงพื้นบ้านที่อยู่ปลายน้ำ มีการฟื้นฟูบ่อกุ้งบนชายฝั่งที่ภาคธุรกิจทิ้งร้างให้กลับคืนเป็นป่าชายเลนชุมชนได้ทั้งหมด เนื้อที่รวมเกือบ 3 หมื่นไร่ และจัดทำแนวไม้ไผ่แสดง “เขตทะเลชุมชน” เป็นพื้นที่สาธารณะในการดูแล โดยแยกชัดเจนจากคอกหอยเอกชนอีก 1.2 หมื่นไร่
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมสนใจคือ ที่นี่เราได้เห็นข้าราชการของกรมทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบโดยตรง สามารถทำงานร่วมกับชุมชนได้เป็นอย่างดี นับเป็นตัวอย่างของ “ข้าราชการประชารัฐ” ทั้งในด้านทัศนคติและพฤติกรรมการให้บริการประชาชน
ผมเพิ่งทราบจากชาวบ้านว่า เมื่อปีที่แล้วรัฐบาล คสช.ได้ออกกฎหมายที่มีประโยชน์มากฉบับหนึ่ง คือ พ.ร.บ.ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 อันมีผลทำให้เกิดกลไกคณะกรรมการระดับจังหวัดในการจัดการปัญหาและดูแลรักษาทรัพยากร ธรรมชาติทางทะเลในพื้นที่ กรรมการชุดนี้มี 19 คน ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานและมีแกนนำชาวบ้านอย่างพวกเขาจำนวน 8 คน เป็นกรรมการด้วย ชาวบ้านพอใจและมั่นใจในกลไกนี้มาก เพราะมีข้าราชการที่เข้าใจปัญหาชาวบ้านและเสียงของพวกเขาได้รับการสนองตอบ
สุดท้ายในเรื่องท่องเที่ยวชุมชน ที่นี่มีทั้งป่าชายเลน อาหารทะเล วิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน พระธาตุไชยา สวนโมกข์ บ่อน้ำพุร้อน ฯลฯ กิจการท่องเที่ยวชุมชนที่มีคุณภาพและยั่งยืนนั้นจำเป็นต้องมีความเข้มแข็งของชุมชนเป็นฐานรองรับ เช่น ที่อ่าวบ้านดอนแห่งนี้ คงต้องฝากคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนสุราษฎร์ธานี (กรอ.จังหวัด) และเครือข่ายประชารัฐในพื้นที่ช่วยกันคิดสร้างสรรค์ พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงครบวงจรให้เป็นระบบเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งของจังหวัดต่อไป







