
ศก.โลกส่อแววเฉื่อยชา จับตาระยะ 5 ปีอันตราย
ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะในซีกโลกตะวันตก ส่งผลต่อการประเมินแนวโน้มในอนาคตอย่างมาก ความไม่แน่นอนนี้เกิดขึ้นจากเงื่อนไขที่ขึ้นๆ ลงๆ ในหลายภูมิภาค และจากปัจจัยที่ถูกละเลยจากบรรดานักวิเคราะห์ทั้งหลาย
ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะในซีกโลกตะวันตก ส่งผลต่อการประเมินแนวโน้มในอนาคตอย่างมาก ความไม่แน่นอนนี้เกิดขึ้นจากเงื่อนไขที่ขึ้นๆ ลงๆ ในหลายภูมิภาค และจากปัจจัยที่ถูกละเลยจากบรรดานักวิเคราะห์ทั้งหลาย
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่ผ่านมาจากการประเมินของหลายสำนักจะพบความสอดคล้องประการหนึ่งก็คือ เอเชียและตลาดเกิดใหม่อย่างบราซิล จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลกขณะที่โลกตะวันตกจะยังตกอยู่ในมรสุมทางเศรษฐกิจต่อไป
อย่างไรก็ตาม มีบางปัจจัยที่ถูกละเลยในการประเมินเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
ประการแรก คือ พื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจบางประเทศถูกสั่นคลอนอย่างหนัก แม้จะกระเตื้องขึ้นมาได้ แต่รากฐานยังไม่ได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริง ทำให้ปัญหามูลฐานยังคงฝังลึก และอาจสั่นคลอนประเทศนั้นๆ ได้อีกในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐที่พังเพราะปัญหาสินเชื่อ แต่บัดนี้ก็ยังขับเคลื่อนด้วยสินเชื่อ
ประการต่อมา มีแนวโน้มที่ในเวลาไม่นานนี้ หลายประเทศจะถอนตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มตัว ซึ่งหมายความว่า แรงหนุน “เทียม” จากภาครัฐจะหายไปในพริบตา และต้องวัดดวงกันว่า เมื่อมาตรการกระตุ้นยุติลง เศรษฐกิจจะสามารถสร้างแรงหนุนที่แท้จริงให้กับตัวเองได้หรือไม่ ซึ่งข้อนี้หลายฝ่ายเป็นห่วงในข้อนี้
ประการถัดมา การค้าโลกที่จะเป็นแรงหนุนให้กับการฟื้นตัวในระยะใกล้ และการขยายตัวในระยะยาว ยังมีอุปสรรคอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างการที่ประเทศต่างๆ ยังพึ่งพาความต้องการจากภายนอกในระดับสูง แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดภายนอกประเทศไม่เพียงมีความต้องการน้อยลงเท่านั้น แต่ยังจ้องที่จะพึ่งพาแรงซื้อจากคู่ค้า
ด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ ทำให้นักวิเคราะห์จากหลายสำนักเชื่อว่าในระยะ 5 ปีนี้เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวอย่างเนิบนาบ และแม้ว่าจะสามารถกลับสู่ภาวะปกติภายหลังเศรษฐกิจถดถอย แต่ภาวะปกติที่ว่านี้หมายถึงการขยายตัวที่เชื่องช้ากว่าช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลก
สตีเฟน รอช ประธานนอกฝ่ายบริหารของมอร์แกน สแตนเลย์ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวโดยเฉลี่ยที่ 3.25-3.50% ในช่วงเวลา3-5 ปีต่อจากนี้ ซึ่งต่ำกว่าอัตราเฉลี่ย 4.7% ในช่วงก่อนวิกฤตที่ระเบิดขึ้นเมื่อปี 2551
ด้านผลสำรวจโดยแบงก์ออฟอเมริกา เมอริล ลินช์ โกลบอล รีเสิร์ช ระบุว่า 12% ของผู้บริหารกองทุนระดับโลก เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะเสื่อมถอยลงในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งถือเป็นผลการสำรวจที่ชี้ถึงแนวโน้มด้านลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาสแรกเมื่อปีที่แล้ว
ขณะที่ พอล โดโนแวน นักวิเคราะห์จากยูบีเอส ชี้ว่าภาวะเฉื่อยชาของเศรษฐกิจโลกอาจแสดงอาการเร็วกว่านั้น โดยจะมาถึงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ด้วยอัตราการขยายตัวเพียง 3.5% จากอัตราเฉลี่ยก่อนวิกฤตที่ราว 4.25-4.50%
จิม โอนีล หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์โลกของโกลด์แมน แซคส์ ชี้ว่าวงจรการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มช้าลง แต่อัตราการเติบโตเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ที่ 4% โดยได้รับแรงหนุนจากตลาดเกิดใหม่
อย่างไรก็ตาม ตลาดเกิดใหม่หาใช่ยาครอบจักรวาลที่จะรักษาโรคเศรษฐกิจได้ทุกโรค หรือเยียวยาได้ทุกอาการที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ
แม้ตลาดเกิดใหม่จะเป็นความหวังของโลก แต่อาจไม่มีพลังมากพอที่จะช่วยดึงภาวะอ่อนแรงในประเทศตะวันตก ดีไม่ดีประเทศตะวันตกอาจทำให้ตลาดเกิดใหม่พลอยอ่อนแรงไปด้วย แต่จะไม่ถึงขั้นที่ต้องกอดคอกันจมลงสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน
ปัญหาในประเทศตะวันตกใหญ่อย่างสหรัฐและยุโรป ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาขาดดุลมหาศาลและหนี้สาธารณะก้อนโตเท่านั้น แต่ปัญหามีความซับซ้อนกว่านั้น และส่งผลกระทบในระยะยาวอย่างแน่นอน
ดังที่ระบุไว้แล้วว่า พื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐพังเพราะปัญหาสินเชื่อ ทว่าจนถึงขณะบัดนี้ก็ยังขับเคลื่อนด้วยสินเชื่อ ไม่เพียงเท่านั้น ผู้บริโภคของสหรัฐยังคงต้องแบกรับหนี้ที่ก่อไว้ตั้งแต่ช่วงตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังบูมสุดขีด จนกระทั่งบัดนี้แม้ระดับหนี้จะลดลงมาพอสมควรแล้ว (1.35 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ช่วงไตรมาสแรก) แต่ปัจจัยนี้จะทำให้ความต้องการในสหรัฐชะลอตัวลงต่อไป
ส่วนความต้องการในยุโรปอ่อนแรงลงเช่นกัน เนื่องจากรัฐบาลต่างๆ ใช้นโยบายรัดเข็มขัดเพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ เพื่อกดให้ตัวเลขงบประมาณขาดดุลไม่ให้เกิน 3% ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ร่วมกัน
ความต้องการที่อ่อนแรงลงจากสหรัฐและยุโรปจะส่งผลกระทบต่อพลวัตหลักของตลาดเกิดใหม่ ซึ่งก็คือ จีน
แต่ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงเท่านั้น
เพราะอีกไม่นานจีนอาจะชะลอตัว หากรัฐบาลยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะทำให้การขยายตัวช้าลง นี่คือปัจจัยลบระดับที่ 1
ปัจจัยลบระดับที่ 2 มาจากการที่ประเทศตะวันตก รวมถึงองค์กรภายใต้อิทธิพลตะวันตก เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยังหาประเด็นโจมตีจีนอย่างไม่หยุดหย่อน หากจีนไม่ทนต่อแรงกดดัน และยอมปล่อยให้เศรษฐกิจและค่าเงินลอยตัว
ผลลัพธ์ที่ตามมา จะทำให้จีนอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ดังที่ สตีเฟน รอช ประธานนอกฝ่ายบริหารของมอร์แกน สแตนเลย์ ชี้ว่า จีดีพีของจีนจะถอยลงมาจาก 10% มาอยูที่เพียง 87% ในช่วง 5 ปีจากนี้
ในความเป็นจริงแล้ว ผลลัพธ์ดังกล่าวยังไม่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศตะวันตกตั้งแต่แรก หากจะพิจารณาว่าประเทศตะวันตกจำเป็นต้องใช้แรงขับเคลื่อนอันทรงพลังของจีน แต่แล้วเมื่อจีนยอมโอนอ่อนไปตามแรงกดดันจนพลวัตเศรษฐกิจอ่อนกำลังลง จะไม่กลายเป็นบูเมอแรงย้อนกลับมาทำร้ายประเทศตะวันตกเสียเองหรือ?
แต่โชคร้าย เพราะดูคล้ายว่าประเทศตะวันตกจะไม่เคยตระหนักถึงผลกระทบย้อนกลับเช่นนี้มากนัก
หากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นจริงภายในระยะเวลา 5 ปีที่จะถึงนี้ มีโอกาสไม่น้อยที่ภาวะหยุดนิ่ง หรือภาวะเสื่อมถอยของเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นจริงดังที่นักวิเคราะคาดการณ์ไว้
และกลายมาตรฐานที่ไม่พึงประสงค์ของการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกยุคหลังวิกฤตปี 2551







