posttoday
การปรองดองปิดปาก ใคร? เลี้ยงไข้ความขัดแย้ง

การปรองดองปิดปาก ใคร? เลี้ยงไข้ความขัดแย้ง

31 มกราคม 2559

จุดประสงค์หลักการเข้ายึดอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

จุดประสงค์หลักการเข้ายึดอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือการเริ่มต้นสร้างความปรองดองของคนในชาติ ด้วยก่อนการก่อรัฐประหารครั้งนี้มีความขัดแย้งทางการเมืองสูง แต่แล้วการใช้ “อำนาจกองทัพ” ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคลี่คลายสถานการณ์วิกฤตให้สัมฤทธิ์ผลภายในระยะเวลาอันสั้น

จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย สะท้อนว่า การสร้างความปรองดองขึ้นในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ เพียงแต่รู้สึกเสียดายเวลากว่าปีครึ่งที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารประเทศของ คสช. กระบวนการปรองดองไม่ได้เริ่มต้นขึ้น

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้มีการให้ความสนใจเกี่ยวกับความขัดแย้งที่เกิดจาก คสช.และรัฐบาลนี้ เวลาที่เสียไปกว่าปีครึ่ง ที่ คสช.ดำเนินการต่างๆ วางระบบต่างๆ นอกจากจะไม่นำไปสู่การปรองดองแล้ว กลับกำลังทำให้มีความขัดแย้งเพิ่มขึ้น และจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต

“พอพูดถึงการปรองดองทีไร นายกฯ ประยุทธ์ก็จะบอกว่าให้มารับโทษก่อน เข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน แล้วก็รับโทษ แล้วค่อยพูดถึงการให้อภัยหรือนิรโทษกรรม นั่นแสดงว่านายกฯ ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องปรองดองเลยแม้แต่น้อย

“การปรองดองไม่ใช่การนิรโทษกรรม นิรโทษอาจจะเป็นกระบวนการส่วนหนึ่งของการปรองดองเท่านั้น ในเวลานี้การนิรโทษกรรมก็เป็นประเด็นที่ยากเกินไปสำหรับสังคมไทยที่คิดมาทำกัน รวมทั้งไม่มีผลอะไรมากต่อกระบวนการปรองดองเลย

“การปรองดองหมายถึงการที่จะทำให้สังคมหมดปัญหาความขัดแย้งที่แตกต่างกันทางความคิด ด้วยการอาศัยกฎกติกาที่เป็นธรรม แต่ถ้าในกรณีที่ขัดแย้งกัน เห็นแตกต่างกันในเรื่องของกฎกติกาก็ต้องสามารถแก้กฎกติกาหรือเขียนกฎกติกาใหม่ได้ ด้วยกระบวนการที่เป็นธรรม

“ไม่ว่าความขัดแย้งในสังคมจะมีกี่คู่ก็ตาม จะต้องสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้ โดยอาศัยกฎกติกาที่เป็นธรรมมาแก้ปัญหาความขัดแย้ง ไม่ใช่อาศัยกระบวนการที่นอกกฎกติกา หมายความว่า ไม่ใช่มุ่งเข้าห้ำหั่นกันด้วยทุกวิธี และไม่ต้องพึ่งกฎกติกา

“ถ้าจะทำอย่างนี้ก็ต้องมาดูว่าความขัดแย้งที่ผ่านมาในรอบ 10 กว่าปี เกิดจากอะไร ทำไมมีหลายครั้งที่คนไม่พึ่งกฎกติกา หันไปทำนอกกฎกติกา และมีคนทำผิดกฎหมายมากมาย” จาตุรนต์ ตั้งคำถาม

แกนนำพรรคเพื่อไทย บอกว่า ที่ผ่านมาบ้านเราแก้ปัญหาโดยการมิชอบด้วยกฎหมายซ้ำเติมเข้าไป ไม่เป็นประชาธิไตย ถามว่ามีข้อเสนอเกี่ยวกับการปรองดองมากมายในสังคมนี้ ทั้งการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาพูดจาแลกเปลี่ยนความเห็นก็มีการทำแล้ว ข้อเสนอต่างๆ เหล่านั้นก็ยังอยู่

“แต่ คสช.และรัฐบาลนี้ไม่เคยสนใจที่จะดูเลย และยังไม่เคยพูดถึงการปรองดองที่จะทำให้เห็นถึงความเข้าใจเลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นการปรองดองจึงไม่ได้เกิดขึ้น ถ้าไปถาม คสช.หรือรัฐบาลนี้ หรือไปบอกว่าท่านทั้งหลายยังไม่เข้าใจ หรือยังไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับการปรองดองเลย

คำตอบก็จะบอกว่า เราได้จัดเวทีการปรองดองมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งเป็นการจัดให้เล่นกีฬาบ้าง เล่นเพลงด้วยกันบ้าง มันไม่มีสาระ ยิ่งพูดยิ่งแสดงให้เห็นว่าคนพูดนี้ไม่ได้เข้าใจเรื่องการปรองดองเลยแม้แต่น้อย”

จาตุรนต์ ระบุว่า ที่ผ่านมา คสช.เคยเชิญนักการเมือง นักวิชาการ หรือสื่อมวลชนบางส่วนไปประชุมเกี่ยวกับการปรองดอง โดยตนเองเข้าร่วมทุกครั้ง มีหัวข้อเกี่ยวกับการปรองดอง เสร็จแล้วให้แสดงความเห็นเรื่องโน้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง ตอนท้ายของการประชุมก็จะบอกว่าท่านทั้งหลายพูดกันที่นี้แล้วออกไปข้างนอกขออย่าแสดงความเห็น

“ถามว่าเจตนาจริงๆ ไม่ได้ประชุมกันเพื่อการปรองดองใช่หรือไม่ แต่เป็นการประชุมเพื่อการปิดปาก การปรองดองจะเกิดขึ้นก็คือการให้ผู้ที่มีความคิดเห็นที่ขัดแย้งหรือแตกต่างกันในสังคมมานั่งพูดกันได้อย่างเท่าเทียม มีผู้ฟังและฟังเขาอย่างให้ความเคารพ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น ไม่เคยพูดจากันอย่างเท่าเทียม เป็นการเชิญไปคุยเหมือนกับอยู่ภายใต้การควบคุมของอีกฝ่ายและก็คิดว่าที่เชิญผู้ขัดแย้งทั้งหลายไปคุย

“ต้องตั้งคำถามว่า ผู้ขัดแย้งอยู่ที่ไหนบ้าง เป็นใครบ้าง ก่อนหน้านี้เขาก็นึกถึงพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าเป็นสีก็เป็นสีเหลืองกับแดง ถ้าเป็นองค์กรก็เป็น กปปส.กับ นปช. ตอนนี้บริบทความขัดแย้งทางการเมืองก็เปลี่ยนไปมาก

“คสช.ซึ่งเคยอ้างตัวว่าเป็นคนกลางเข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่ขณะนี้ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของของความขัดแย้ง อยู่ในคู่ขัดแย้งไปเรียบร้อยแล้ว รู้ตัวหรือเปล่า ถ้าจะคุยก็ต้องมาหาคู่ที่อยู่ในความขัดแย้งเหมือนกัน แล้วมาถามกัน ข้อเสนอที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการสมานฉันท์ในอดีต หรือคณะอื่น มีข้อสรุปหรือข้อเสนอที่ตรงกันหรือคล้ายกันอยู่หลายข้อ

“หนึ่งในนั้นคือการปฏิรูปกระบวนการยุติกรรม จนถึงวันนี้ไม่ว่าจะเป็นใน สปช. สปท. สนช.หรือกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีใครพูดถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเลย แล้วคุณจะแก้อย่างไร” จาตุรนต์ ย้อนถาม

แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อไปว่า อย่ามาถามตนเองว่าทำไมไม่มีข้อเสนออะไร เพราะที่ผ่านมาได้ไปร่วมประชุมตามคำเชิญทุกครั้ง ให้ทำข้อเสนอเกี่ยวกับปรองดองเป็นเปเปอร์ก็ทำให้ไปแล้ว โดยได้รวบรวมความเห็นของผู้ที่มีความรู้มีประสบการณ์

“ช่วยกันคิด ทำส่งไป สุดท้ายก็เก็บเข้าลิ้นชักหมด เพราะฉะนั้นที่อ้างว่ายึดอำนาจมาเพื่อที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้ง จึงไม่ได้ทำจริงเลย แล้วขณะนี้เรายังไม่เห็นวี่แววของการที่จะป้องกันหรือแก้ปัญหาความขัดแย้งหลังเลือกตั้งเลยด้วย”

ถามว่า การตั้งคณะกรรมการต่างๆ ขึ้นมา เพื่อเป็นกลไกในการสร้างกระบวนการปรองดอง ปฏิรูปประเทศ ไม่มีความหมายเลยใช่หรือไม่ จาตุรนต์ บอกว่า ไม่ถึงขนาดนั้น แต่หลักใหญ่ใจความจริงๆ อยู่ที่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่ยุติธรรม สร้างเงื่อนไขให้เกิดวิกฤตความขัดแย้ง เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่จะกลบเรื่องคณะกรรมการที่จะมาทำอะไรเกี่ยวกับการปรองดองไปหมด

อย่างไรก็ตาม การมุ่งไปที่จะให้มีคณะกรรมการต่างๆ มาดูแลเรื่องการปรองดองหลังรัฐธรรมนูญบังคับใช้ โดยไม่ได้ให้ความสนใจกับการเริ่มกระบวนการปรองดองมาตลอดระยะเวลา 1 ปีครึ่ง และอาจจะไม่ได้มีการทำอะไรไปอีกปีครึ่ง จาตุรนต์ เห็นว่า เป็นการสะท้อนถึงความไม่มีวิสัยทัศน์ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการปรองดองของ คสช.และรัฐบาลชุดนี้ รวมทั้งแม่น้ำทั้ง 5 สาย ด้วย

จาตุรนต์ อธิบายว่า นั่นหมายความถึง ปัญหาความขัดแย้งถูกสะสมและสร้างเงื่อนไขให้เกิดเป็นความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น หลังจากรัฐธรรมนูญนี้ถูกใช้บังคับ ต้องตั้งคำถามว่าแล้วใครจะได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง และนั่นก็เป็นคำตอบในตัวที่ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ การปรองดองไม่เกิดก็เพราะจะมีผู้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง รวมถึงการที่สังคมไม่มีความปรองดองด้วย

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI