
‘สมคิด’ปลอบขวัญสู้ ศก.ซบ
ในห้วงเวลาที่รัฐบาลพยายามดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมมือกับรัฐเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกับนักธุรกิจเชื้อสายจีน รวมทั้ง หนิงฟู่ขุย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ที่เข้าร่วมพิธีมอบตำแหน่งประธานหอการค้าไทย-จีน สมัย 24-25 เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่า ยุคนี้ถือเป็นยุคที่จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ซึ่งประเทศไทยมีความชื่นชม และยังมองว่าจีนจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปอีกในอนาคต แม้ว่าขณะนี้จะมีการชะลอลงบ้าง
ในห้วงเวลาที่รัฐบาลพยายามดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมมือกับรัฐเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกับนักธุรกิจเชื้อสายจีน รวมทั้ง หนิงฟู่ขุย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ที่เข้าร่วมพิธีมอบตำแหน่งประธานหอการค้าไทย-จีน สมัย 24-25 เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่า ยุคนี้ถือเป็นยุคที่จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ซึ่งประเทศไทยมีความชื่นชม และยังมองว่าจีนจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปอีกในอนาคต แม้ว่าขณะนี้จะมีการชะลอลงบ้าง
“ด้วยความสามารถของผู้นำจีนเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ และเชื่อว่าจีนในยุคสมัยหน้าจะยังเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญมากในเอเชีย อีกทั้งในช่วงที่ไทยมีปัญหาทางการเมืองตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จีนเข้าใจ และไม่เคยเข้ามาก้าวก่าย แต่ยังให้การสนับสนุนไทยทุกรูปแบบ ทั้งในยามที่เราสุขสบายหรือยามเรามีปัญหา ประเทศจีนอยู่ข้างหลังเราตลอด ในฐานะคนไทยไม่เคยลืมน้ำใจที่จีนมีต่อไทย” สมคิดกล่าว
สมคิด ระบุว่า ปัจจุบันจีนมีแนวนโยบายสร้างเส้นทางสายไหมแห่งอนาคต ทั้งทางบกและทางทะเล เพื่อเชื่อมต่อเอเชียกับโลกให้ติดต่อกัน ความคิดเช่นนี้แม้เป็นความคิดก้าวหน้า แต่ก็ต้องอาศัยความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ที่เข้าใจในเจตนาของจีน ซึ่งไทยในฐานะที่ตั้งอยู่ในจุดสำคัญที่เป็นจุดเชื่อมเส้นทางสายไหม ดังนั้นโครงการรถไฟไทย-จีน จะต้องทำให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์และเป็นเส้นทางแห่งความเป็นมิตร
“ในขณะที่ผมพูดอยู่นี้ รมว.คลัง และ รมว.คมนาคม บินไปที่ประเทศจีน เพื่อไปหารือหาข้อสรุปข้อตกลงให้จบในเร็ววันนี้ ผมตั้งโจทย์ให้ว่าไทย-จีน จะต้องร่วมกันลักษณะหุ้นส่วน จะคนละกี่เปอร์เซ็นต์ก็ต้องจบ ถ้าจบได้ใน มี.ค. เราจะตั้งบริษัทร่วมกันสร้างรถไฟเส้นนี้ให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด เราหวังว่าจะได้รับข่าวดีจากจีนว่าจีนเห็นด้วยกับข้อเสนอครั้งนี้” สมคิด กล่าว
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย-จีน ไม่ได้มีแค่เรื่องรถไฟเท่านั้น แต่ในช่วงที่ไทยต้องการที่จะปฏิรูปประเทศนี้ โดยเฉพาะการสร้างความสมดุลในเศรษฐกิจชนบทกับเมือง ซึ่งล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบประมาณลงสู่กองทุนหมู่บ้าน 3.5 หมื่นล้านบาท โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาคนในชนบทให้มีความเข้มแข็งขึ้น
“ถ้าเกษตรกรอ่อนแอจะไม่มีทางพัฒนาเศรษฐกิจได้ เพราะปัจจุบันมีผู้ที่อยู่ในภาคเกษตรถึง 30 ล้านคน แต่มีส่วนแบ่งในจีดีพีเพียง 10% คนจนมากขนาดนี้ไม่มีทางพัฒนาได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ที่มีโอกาสจะเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อทำให้เกษตรกรมีกำลังซื้อสูงขึ้น เมื่อกำลังซื้อในประเทศสูงขึ้น สามารถลดการพึ่งพิงการส่งออกได้” สมคิด กล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายยกระดับภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ซึ่งนักธุรกิจเชื้อสายจีนก็เป็นเจ้าของในหลายธุรกิจ ซึ่งควรจะใช้โอกาสนี้ในการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน โดยรัฐบาลพยายามสร้างมูลค่าเพิ่มและมีสิ่งจูงใจให้กับนักลุงทน โดยเฉพาะกิจการเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งเป็นกิจการที่นักธุรกิจจีนเข้ามาเติมเต็มได้ เพราะจีนเป็นผู้นำเทคโนโลยี ขณะที่ไทยและจีนจะเป็นมิตรกันในการสร้างความรุ่งเรืองให้กับกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) หรืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส)
“ผู้นำ 2 ฝ่าย ประกาศว่าเราเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ แต่ภาคธุรกิจคือกำลังที่ยิ่งใหญ่ คือพวกท่าน คณะกรรมการหอการค้าไทย-จีน จะต้องรับภาระกระชับความสัมพันธ์ดึง 2 ฝ่ายมาเติมเต็ม เชื่อว่าท่านจะร่วมกันขับเคลื่อนได้” สมคิด กล่าว
จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ประธานหอการค้าไทย-จีน คนที่ 25 กล่าวว่า หอการค้าไทย-จีน พร้อมที่จะเดินหน้าในการเชื่อมโยงธุรกิจของไทยและจีนให้สามารถเดินหน้าไปได้ด้วยความเรียบร้อย ขณะที่การลงทุนในโครงการรถไฟไทย-จีน ที่ สมคิด ระบุว่า จะต้องเดินหน้าให้ได้ ซึ่งหอการค้าไทย-จีน พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวประสานเพื่อเชื่อมโยงหากการเจรจามีข้อสะดุดหรือติดขัด
วันเดียวกัน สมคิด กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.25-0.5% ว่า เป็นอะไรที่ไม่ได้ทำให้แปลกใจ เพราะแม้ว่าสหรัฐระบุว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเป็นระลอก แต่สหรัฐเองก็ไม่ได้มั่นใจว่าจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐและโลกเพียงใด ดังนั้นการคงดอกเบี้ยจึงเหมือนเป็นการดูสถานการณ์ก่อน
สำหรับการส่งออกปีนี้นั้น สมคิด ระบุว่า ยังไม่เห็นอะไรที่ตกต่ำไปกว่าปีที่แล้ว โดยน่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ส่วนเป้าหมายการส่งออกที่ตั้งไว้ 5% ก็ยังคงไว้ เพราะเป็นเป้าหมายการทำงาน
สมคิด ย้ำว่า รัฐบาลมีนโยบายสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจของชนบทและเมืองอย่างต่อเนื่อง และจะเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะทำให้มีเม็ดเงินลงไปในเศรษฐกิจ ซึ่งจะสามารถดูแลเศรษฐกิจได้โดยไม่ต้องกังวลมากนัก
“การลงทุนในชนบท การลงทุนรัฐ และการส่งออก จะทำให้มีเม็ดเงินลงเศรษฐกิจ ทำให้เราไม่ต้องกังวลกับภาวะเศรษฐกิจจนเกินไป ไม่ต้องไปกลัวว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลก ต้องกลัวตัวเรา เตรียมตัวเราเอง ไม่ใช่จะเศร้าไปหมด” สมคิด กล่าว







