posttoday
เฟดขึ้นดอกเบี้ย ชี้ชะตาตลาดหุ้นไทย (ตอน 1)

เฟดขึ้นดอกเบี้ย ชี้ชะตาตลาดหุ้นไทย (ตอน 1)

28 มกราคม 2559

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

ตามที่ได้นำเสนอคุณผู้อ่านไปแล้วในบทความที่ชื่อ “เฟดขึ้นดอกเบี้ยทำไม? เมื่อไร? ผลต่อไทย?” ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 6 และ 7 ต.ค. 2558 ที่ผ่านมา (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.doctorwe.com/posttoday/20151006/6308 และ http://www.doctorwe.com/posttoday/ 20151007/6311)

เมื่อวันพุธที่ 16 ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา ก็ปรากฏว่าคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% เพื่อให้อยู่ในช่วง 0.25-0.50% โดยนับเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2549 และในวันเดียวกันก็ส่งผลบวกไปยังตลาดหุ้นนิวยอร์กทันที โดยดัชนีเอสแอนด์พี 500 ก็ปรับตัวขึ้น 1.5% อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่คาดฝันเพียงชั่วข้ามคืนก็เกิดขึ้น เพราะวันต่อมาซึ่งเป็นวันพฤหัสบดี ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ก็ปรับตัวลงมา 1.5% ซ้ำร้ายวันศุกร์ต่อมาดัชนีเอสแอนด์พี 500 ก็ปรับตัวลงไปอีก 1.8% และก็ทำให้นักลงทุนพลอยขวัญผวาไปกับนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ที่นับจากนี้ก็มีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกว่าเฟดจะมั่นใจว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ

วันนี้ผมจึงอยากพาคุณผู้ฟังไปดูเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งในอดีต และที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่น่าจะเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทย ดังนี้ครับ

หนึ่ง รากเหง้าของปัญหา ก่อนมาถึงวันขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ในปี 2551 สหรัฐอเมริกาประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจซับไพรม์ หรือที่คนไทยชอบเรียกกันว่า “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” ซึ่งมีผลทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ และหดตัวลงโดยเฉลี่ยมากกว่า 10% ในปี 2008-2009 จากนั้นจึงค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นและเริ่มกลับมาฟื้นตัวในปีต่อมา ตามที่แสดงในกราฟด้านบน

สอง ผลของวิกฤตส่งผลไปยังอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP)

แน่นอนว่าผลของวิกฤตในครั้งนี้ยังลุกลามไปถึงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) อีกด้วย จากภาพแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกามีการหดตัวในปี 2008-2009 ที่น่ากลัวมากกว่านั้น วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้นับได้ว่ามีความรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาและของโลก จะเป็นรองก็เพียงมหาวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1932 เท่านั้น

สาม เหตุการณ์เลวร้ายประเดประดังเข้ามา เฟดจะทำอย่างไร?

ความตกต่ำของภาคอสังหาริมทรัพย์ และการหดตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) ของสหรัฐอเมริกา ก็ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลืออย่างขนานใหญ่ นับตั้งแต่การออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (Quantitative Easing–QE) รวมกัน 3 ครั้ง เป็นวงเงินรวมกันทั้งสิ้นกว่า 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนั้น เฟดยังต้องพยายามกระตุ้นการลงทุนภายในประเทศ ซึ่งมาตรการสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะสามารถผลักดันให้การลงทุนในประเทศขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือ การกดอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศให้อยู่ในอัตราที่ต่ำที่สุด เพื่อที่จะเป็นแรงจูงใจให้ภาคเอกชนอยากที่จะลงทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนในการลงทุนอยู่ในอัตราที่ต่ำ อันเป็นสาเหตุมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ

จากภาพแสดงให้เห็นว่า ก่อนปี 2008 อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง Fed Fund Rate อยู่สูงกว่า 5% และต้องลดลงมาอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี เพื่อเป็นการกระตุ้นการลงทุน ตั้งแต่นั้นมาอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงดังกล่าวก็ลดต่ำลงจนเกือบถึงระดับศูนย์เปอร์เซ็นต์

วันนี้เราคุยกันไปแล้วถึงสาเหตุที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง Fed Fund Rate ต้องลดลงมา ในวันพรุ่งนี้เราจะคุยกันต่อว่า สาเหตุใด? จึงทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย และหลังจากนี้ล่ะ มันจะส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยอย่างไร? แล้วพบกันนะครับ : )

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI