posttoday
ราคาน้ำมัน กับกองทุน

ราคาน้ำมัน กับกองทุน

27 มกราคม 2559

ที่ว่าราคาน้ำมันในไทยเป็นไปตามกลไกตลาดนั้น หมายถึงราคา “เนื้อน้ำมัน” ที่มีการ “ลอยตัว”

ที่ว่าราคาน้ำมันในไทยเป็นไปตามกลไกตลาดนั้น หมายถึงราคา “เนื้อน้ำมัน” ที่มีการ  “ลอยตัว” แต่ราคาขายปลีกที่ปั๊มน้ำมันประกอบด้วย เนื้อน้ำมัน + ค่าการตลาด + ภาษีกับกองทุนน้ำมันฯ ซึ่ง 2 สิ่งหลังขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลในแต่ละช่วง ดังนั้น ราคาขายปลีกจึงไม่จำเป็นต้องไม่ขึ้นลงพร้อมกับราคาน้ำมันในตลาดโลก

ที่มีการกล่าวว่า รัฐบาล “กลับกลอก” เวลาอ้างถึงกลไกตลาดนั้น จึงเป็นการบิดเบือนที่รังแต่จะสร้างเข้าใจผิดและความเกลียดชัง

ความจริงการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีและการเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ของแต่ละรัฐบาลต่างหากที่มักเป็นการฝืนกลไกตลาดเพื่อ “ดูแล” ประชาชน เวลาราคาเนื้อน้ำมันในตลาดโลกขึ้นเร็ว รัฐบาลมักเอาเงินจากกองทุนน้ำมันฯ มาชดเชยเพื่อให้ขึ้นช้าๆ หรือบางทีก็ตรึงราคา และถ้ากองทุนไม่พอก็มักจะลดภาษี เช่น ในการตรึงราคาดีเซลที่ 30 บาท/ลิตร ได้ลดภาษีสรรพสามิตจาก 5 บาท/ลิตร เหลือเพียง 0.5 สตางค์/ลิตร

เหตุผลอาจมีหลายชั้น ตั้งแต่ลดผลกระทบค่าครองชีพ ลดเงินเฟ้อ จนถึงลดการโจมตี และสร้างความนิยมทาง
การเมือง

ส่วนเวลาน้ำมันขาลงก็มีความจำเป็นที่จะต้องเก็บเงินมาใช้คืนกองทุนเพื่อไว้ใช้ในอนาคตที่จะมีขาขึ้นอีก และต้องเก็บภาษีมาเข้างบประมาณที่ขาดดุล แต่มักไม่เก็บชดเชยการสูญเสียรายได้รัฐช่วงขาขึ้น

นักเคลื่อนไหวต้องการได้ทั้งขึ้นทั้งล่องซึ่งเป็นไปไม่ได้ แม้ได้ก็ไม่ยั่งยืนเพราะจะขาดดุลหรือพอกหนี้สินกองทุนที่ต้องชดใช้พร้อมดอกเบี้ย กรณีรัฐบาลทักษิณให้กองทุนน้ำมันฯ ติดลบเกือบ 83,000 ล้านบาท ในปี 2548 ได้มีการกู้ยืมเกิดดอกเบี้ย 6,446 ล้านบาท ซึ่งผู้บริโภคก็ต้องรับภาระในที่สุด

หากประชาชนจะต้องจ่ายราคาที่สูงตามการเคลื่อนไหวในตลาด ก็ย่อมจะถูกบังคับให้ประหยัด ใช้แต่ที่จำเป็นจริงๆ ทั้งในภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม-พาณิชย์ การนำเข้าจะน้อยลง ประเทศประหยัดเงินตรา (เพราะที่ผลิตได้ในประเทศเป็นเพียง 15% ของการใช้ทั้งหมด) ค่าใช้จ่ายถูกลง เพราะใช้ปริมาณน้อยลงและไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย

มีการตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันที่ราคาน้ำมันดิบต่ำกว่า 30 เหรียญสหรั/บาร์เรล พอๆ กับปี 2547 แต่ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ขายหน้าปั๊มยังแพงกว่า

เหตุผลหลักเพราะปี 2547 เป็นช่วงน้ำมันขาขึ้น ภาษีสรรพสามิตต่ำ+กองทุนจ่ายอุดหนุน แต่ปัจจุบันเป็นช่วงน้ำมันขาลง ภาษีสรรพสามิตกลับสู่ปกติ+กองทุนต้องเก็บเงินคืน ถ้าเทียบช่วงแรกที่น้ำมันดิบแตะ 30 เหรียญสหรัฐ ในปี 2547 (1 เม.ย.) กับในปี 2559 (6 ม.ค.) สำหรับเบนซิน 95 จะเห็นว่าในปี 2547 ภาษีฯ+กองทุน อยู่ที่ 22% ของราคาขายปลีก แต่ในปี 2559 สูงถึง 47% สำหรับดีเซล ภาษีฯ+กองทุน อยู่ที่ 24% ในปี 2547 แต่ขึ้นมาที่ 34% ในปี 2559

สถานะเงินกองทุนน้ำมันฯ ปัจจุบันเป็นบวกกว่า 4 หมี่นล้าน ซึ่งสูงเกินความจำเป็นสำหรับการรักษาเสถียรภาพราคา ถ้าจะกระตุ้นให้เกิดการประหยัดควรเก็บภาษีมากกว่าเก็บเข้ากองทุน เพราะรายได้รัฐยังขาดแคลน

ในส่วนของราคา ณ โรงกลั่น หรือ “เนื้อน้ำมัน” จะเคลื่อนไหวตามตลาดน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ ซึ่งมิได้เคลื่อนไหวเหมือนราคาน้ำมันดิบ ราคาของ 2559 สูงกว่า 2547 ด้วยหลายสาเหตุ อาทิ คุณภาพน้ำมันปัจจุบันสูงขึ้น (มาตรฐาน Euro 4) ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น (ดีเซล B7)

นอกจากนี้ มีเรื่องของการทอดเวลา (Timelag) ส่วนหนึ่งที่ราคา ณ โรงกลั่นไทยเปลี่ยนแปลงช้ากว่าตลาดสิงคโปร์ อีกส่วนที่ราคาขายปลีกเปลี่ยนแปลงช้ากว่าราคา ณ โรงกลั่น ทำให้เวลาน้ำมันขาขึ้นค่าการกลั่นและค่าการตลาดูต่ำกว่าที่ควร แต่พอขาลงก็จะดูสูงกว่าที่ควร

การพิจารณา “ค่าการตลาด” (ต้นทุนและกำไรในการค้าปลีก) ควรคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อสะสม และปริมาณการขาย เช่น เบนซิน 95 ขายน้อยลงค่าการตลาดก็จะเพิ่มขึ้น

ทั้งหมดทั้งปวงไม่ได้แปลว่า สิ่งที่เป็นอยู่ไม่มีข้อบกพร่อง!

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตั้งขึ้นตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี จึงควรมีพระราชบัญญัติรองรับซึ่งกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน (ERS) ได้เสนอแนะไว้ตั้งแต่ปี 2557

กองทุนน้ำมันฯ ควรจะถูกใช้ในการรักษาเสถียรภาพของราคาในช่วงสั้นๆ เท่าที่จำเป็นจริงๆ โดยมีเงื่อนไขห้ามสะสมหนี้เกินระดับหนึ่ง เช่น 5,000 ล้านบาท เพื่อมิให้ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

อาจจะใช้ในการส่งเสริมน้ำมันสะอาดและเชื้อเพลิงชีวภาพได้ แต่ควรกำหนดกติกาให้เหมาะสม ในช่วงหลังการส่งเสริมเอทานอล (ทำแก๊สโซฮอล์) และเมธิลเอสเตอร์ (ทำไบโอดีเซล) ปกป้อง “ผู้ผลิต” มากจนเกินไป ควรกำกับดูแลให้การผลิตมีประสิทธิภาพสามารถแข่งขันกับการนำเข้าได้ โดยยังช่วยดึงราคาผลผลิตของเกษตรกรให้สูงขึ้น

รัฐบาลนี้ได้พูดว่า หากราคาขายปลีกต่ำเกินไปผู้บริโภคจะไม่ประหยัดใช้ เลยมีข้อกล่าวหาว่า เป็น “ตรรกะอำพรางเพื่อรักษากำไรกลุ่มทุนพลังงาน” – บิดเบือนอีกแล้ว! เพราะ “ผู้ผลิต” สารชีวภาพข้างต้นคือผู้ได้รับประโยชน์ โรงกลั่นน้ำมันไม่ได้กำไรจากราคาเชื้อเพลิงชีวภาพที่สูง อีกทั้งการผสมชีวภาพที่เพิ่มขึ้นทำให้กำลังกลั่นเหลือมากขึ้น ต้อง
ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปมาก

มีเสียงเล่าว่าจะมีการนำเงินจากกองทุนน้ำมันฯ ไปใช้เก็บสำรองน้ำมันของรัฐ แต่ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะเพิ่มสำรองน้ำมัน ตามที่เคยอธิบายในบทความปี 2555 เรื่อง “เพิ่มสำรองน้ำมัน แสนล้านเพื่อใคร?”

ขอให้รัฐบาลชุดพิเศษนี้อย่าทำอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ส่วนรวมเลย

ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิใช่ขององค์กรใด

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค