posttoday
รัฐธรรมนูญฉบับวางบิล

รัฐธรรมนูญฉบับวางบิล

24 มกราคม 2559

“วางบิล” หมายถึงการเรียกเก็บเงิน รัฐธรรมนูญนี้ก็ต้องมีคนรับผิดชอบ

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

“วางบิล” หมายถึงการเรียกเก็บเงิน

รัฐธรรมนูญนี้ก็ต้องมีคนรับผิดชอบ

ท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ขอให้เรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า “ฉบับป้องกันการทุจริต” พวกต่อต้านให้เรียกว่า “ฉบับที่ไม่ใช่ของประชาชน” ส่วนพวกที่สนับสนุนให้เรียกว่า “ฉบับปฏิรูปประเทศ (ล้างบางนักการเมืองเลวๆ)” ซึ่งถึงแม้ว่าผู้คนในประเทศจะมีความเห็นเป็นหลายพวกหลายฝ่าย แต่ที่มีความเห็นตรงกันก็คือ “ประเทศต้องมีรัฐธรรมนูญ”

หลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญของทุกประเทศ อันเป็นเหตุที่ประเทศต่างๆ เหล่านั้นต้องมีรัฐธรรมนูญก็คือ เพื่อให้ประเทศมีการปกครองโดยกฎหมาย ที่เรียกว่า “นิติรัฐ” ไม่ใช่ปกครองโดยกฎหมู่ กฎกู หรือไร้กฎเกณฑ์ อย่างในสมัยโบราณที่ยึดตัวผู้ปกครองเป็นสำคัญ รวมถึงที่ผู้ปกครองนั้นๆ ทำตัวเป็นกฎหมายนั้นด้วย การปกครองสมัยใหม่ที่มีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 จึงพยายามที่จะจัดระเบียบการปกครองให้เป็นสากล สิ่งหนึ่งก็คือการสร้างกติการ่วมกันของคนในสังคม อันเรียกว่า “รัฐธรรมนูญนิยม” หรือการปกครองที่ใช้กฎหมายเป็นหลักนี้

แต่ประเทศไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ใช้รัฐธรรมนูญเปลืองที่สุดในโลก กลับมีมุมมองในเรื่องของรัฐธรรมนูญที่แตกต่างกับนานาชาติ โดยเฉพาะการที่ไม่ได้ยึดหลักการข้างต้น คือแทนที่รัฐธรรมนูญนี้จะเป็น “หลักการแก่นแกนแห่งบ้านเมือง” แต่รัฐธรรมนูญของไทยกลับเป็นได้แค่ “หลักการแห่งอัตตาของผู้มีอำนาจ” คือขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ปกครองเป็นสำคัญ แทนที่จะเป็นการร่างเพื่อประชาชน ก็เป็นการร่างเพื่อรักษาอำนาจของผู้ปกครอง

ดังคำกล่าวว่า “ใครร่างรัฐธรรมนูญ ก็ร่างเพื่อพวกเขาเหล่านั้น”

เพื่อให้เห็นภาพเช่นนี้ชัดเจนขึ้น ผู้เขียนขอสรุปประวัติของรัฐธรรมนูญไทยสักเล็กน้อยว่า เริ่มต้นรัฐธรรมนูญของไทยเขียนขึ้นมาเพื่อปกป้องคุ้มครองคณะราษฎร คือรัฐธรรมนูญฉบับแรกในปี 2475 ได้ให้อำนาจแก่คณะราษฎรควบคุมทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่ครั้นคณะราษฎรมีความแตกแยกกันตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีความคิดที่จะแก้รัฐธรรมนูญให้มาสู่สภา กระทั่งฝ่ายทหารในคณะราษฎรถูกอัปเปหิออกไปหลังสงครามโลกครั้งนั้น ฝ่ายพลเรือนก็เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ในปี 2489 ที่มีสาระเป็นประชาธิปไตยอย่างมาก เพราะได้ให้อำนาจแก่สภาอย่างเต็มที่ ในขณะที่กีดกันทหารออกไปจากอำนาจ โดยห้ามไม่ให้ข้าราชการดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ทหารก็ยึดอำนาจคืนมาในปี 2490

ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2490 นี่เองที่ได้พลิกโฉมรัฐธรรมนูญของไทย เพราะจากนั้นรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้มีความหมายในแง่ “หลักบ้านแกนเมือง” อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “หลักกูของกู” ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจในแต่ละยุคสมัย เพราะแม้แต่ในยุคสร้างประชาธิปไตยหลังเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2517 ก็ยังร่างด้วยหลักการเดียวกันกับฉบับ 2489 คือให้สภาเป็นใหญ่ แถมยังให้เสรีภาพแก่ประชาชนอย่างมากมาย (ความจริงก็เป็นเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น แต่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติในครั้งนั้นก็ได้เตือนแล้วว่า การเกลียดหรือกลัวทหารจะนำมาซึ่งความอ่อนแอของระบบรัฐสภาไทย ในขณะที่คนไทยยังใช้เสรีภาพไม่เป็น โดยเฉพาะนักศึกษาที่ใช้เสรีภาพอย่างฟุ้งเฟ้อ) อันนำมาซึ่ง “อนาธิปไตย” เกิดความวุ่นวายของบ้านเมืองจนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเอาไม่อยู่

กระทั่งทหารได้มายึดอำนาจคืนในวันที่ 6 ต.ค. 2519 แล้วก็ได้เขียนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 ให้ทหารและข้าราชการที่อยู่ในวุฒิสภามีอำนาจเช่นเดียวกับ สส. ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการเอา (อำนาจ) คืนแบบ “เนียนๆ” เพราะจากนั้นทหารก็ได้กลายมาเป็นแกนหลักในการ “สร้างประชาธิปไตย” เพราะเมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีปัญหา ทหารก็จะเข้ามาแก้ไขปัญหาทุกครั้ง ดังที่เราได้เห็นการทำรัฐประหารเพื่อระงับความวุ่นวายในรัฐสภาของไทยมาตั้งแต่ 23 ก.พ. 2534, 19 ก.ย. 2549 และ 22 พ.ค. 2557 ตามลำดับ

โดยเฉพาะในการรัฐประหารสองครั้งหลังนี้ มีความชัดเจนว่าทหารต้องการที่จะมากำจัด “ทรราชในระบบรัฐสภา” และสร้างประชาธิปไตยให้ดีขึ้น ซึ่งนอกจากจะบอกไว้ในเหตุผลของการยึดอำนาจแล้ว ยังได้ “กำกับ” ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญอย่างเข้มแข็ง ทั้งฉบับ 2550 ที่ได้ชื่อว่า “ฉบับไล่ล่า...(ชื่ออดีตนายกฯ หนีคดี)” รวมถึงฉบับที่กำลังร่างอยู่โดยคณะของอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ในขณะนี้ ที่ได้ชื่อว่า “ฉบับปราบคนโกง” ก็จะเห็นความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว

รัฐธรรมนูญของไทยทั้ง 19 ฉบับที่ผ่านมาและที่ใช้อยู่นี้ (ฉบับชั่วคราว 2557) เมื่อพิจารณาด้วย “เจตนา” ของผู้ร่างแต่ละฉบับ ย่อมยากที่จะปฏิเสธได้ว่า ผู้ร่างต้องการที่จะ “วางบิล” หรือหาผู้รับผิดชอบต่อปัญหาของบ้านเมืองมาทุกๆ ฉบับ (อ้อ ผู้เขียนลืมตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญและชี้ให้เห็นเจตนาในเรื่องนี้อย่างชัดเจน คือฉบับปี 2540 ที่ต้องการวางบิล “นักเลือกตั้ง” ไม่ให้มาหากินในระบบรัฐสภา ด้วยการสร้างองค์กรอิสระมาควบคุมไว้อย่างมากมาย แต่นักการเมืองก็ใช้วิธีการซื้อหรือรื้อทำลายองค์กรอิสระ แล้วโกงกินได้มโหฬารมากกว่าเดิม) เช่นเดียวกันกับฉบับที่กำลังร่างอยู่ ซึ่ง “ตายทั้งกลม” มาแล้วหนึ่งร่าง และอยู่ในสภาพ “ลูกผีลูกคน” นี้อีกหนึ่งร่าง

ผู้เขียนไม่ได้หวังในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญว่าจะดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่ผู้เขียนเชื่อว่าตราบใดที่สังคมไทยยังมี “คนเลว-นักการเมืองเลว” (นักการเมืองในที่นี้หมายถึงคนจากภาคส่วนอื่นที่มามีอำนาจในทางการเมืองการปกครองนั้นด้วย โดยอาจจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเสมอไป) เราก็จะมีความยากลำบากในการที่จะหา “ผู้รับผิดชอบ” เพราะในสภาพสังคมที่มีความเกรงกลัวผู้มีอำนาจ เราก็จะพบกับระบบการบริหารประเทศอย่างลูบหน้าปะจมูก ปัสสาวะไม่สุด เกียร์ว่าง ถ้อยทีถ้อยอาศัย เอาตัวรอด และทีใครทีมันเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่กำลังมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่นี้ คสช.ที่เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ก็ควรจะต้องออกมารับผิดชอบในการร่างให้สำเร็จเสร็จสิ้นไปจนถึงสุดท้ายของกระบวนการ อย่าปล่อยให้รัฐธรรมนูญมีอันเป็นไปแบบร่างของอาจารย์บวรศักดิ์ พูดตรงไปตรงมาก็คือ ทหารจะต้อง “วางบิล” ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ส่งผลเพื่อการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง

มิฉะนั้นก็อาจจะถูกประชาชน “วางบิล” หมดความเชื่อถืออีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน