posttoday
เร่งประชารัฐ ระวัง คนติดกับดักหนี้รัฐบาล

เร่งประชารัฐ ระวัง คนติดกับดักหนี้รัฐบาล

20 มกราคม 2559

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ปฏิบัติการประชารัฐ เพื่อคืนความสุขให้ประชาชน ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ มีการออกโครงการมาเป็นระยะนับตั้งแต่ปลายปี 2558 เพื่อหวังกระตุ้นกำลังซื้อเร่งการบริโภคภาคประชาชน เริ่มตั้งแต่การสั่งให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ออกโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อยและปานกลางที่ให้กู้ซื้อบ้านในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งปรากฏว่ามีประชาชนให้ความสนใจล้นหลามจนต้องขยายวเงินเพิ่มอีก 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะปล่อยกู้หมดภายในไตรมาสแรกนี้

นอกจากนี้ มีการสั่งให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ หรือแบงก์รัฐ ออกมาตรการเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน เริ่มจาก ธอส.มอบเงิน 1,000 บาท ให้กับลูกค้าที่มีวินัยการเงินในการผ่อนชำระเงินกู้จำนวน 1.04 แสนราย คิดเป็นเงิน 104 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยส่งมอบเรื่อยๆ จนครบกำหนดปลายเดือน ก.พ. 2559

ด้านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มอบของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องเกษตรกร ในโครงการชำระดี มีคืน โดยเตรียมวงเงิน 3,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายดอกเบี้ยคืนให้กับเกษตรกรลูกค้าที่มาชำระหนี้ธนาคาร ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2558-31 มี.ค. 2559 เฉลี่ยคืนดอกเบี้ย 3-5%

ตามชั้นของลูกค้า ด้านธนาคารออมสินให้ลูกค้าที่มีประวัติชำระหนี้ที่มียอดสินเชื่อเหลือไม่ถึง 2 แสนบาท สามารถกู้เพิ่มได้อีก 20% หรือกู้ได้สูงสุดไม่เกิน 4 หมื่นบาท/ราย โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และคืนดอกเบี้ยให้ลูกค้าที่มีวงเงินกู้ตอนเปิดบัญชีไม่เกิน 2 แสนบาท ซึ่งมีประมาณ 7 แสนราย จะได้ลดดอกเบี้ยตั้งแต่ 1-3% ของดอกเบี้ยที่จ่ายในช่วงปี 2558 โดยธนาคารจะโอนเงินเข้าบัญชีลูกค้าเองภายในเดือน ม.ค. 2559 คิดเป็นวงเงินทั้งสิ้น 160 ล้านบาท

ต่อมาด้วยโครงการบ้านประชารัฐ ที่กระทรวงการคลังเรียกประชุมผู้แทนภาคอสังหาริมทรัพย์เข้ามาหารือกับกรมธนารักษ์ ภายใต้กรอบแนวคิดให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ลงขันเป็นการลงทุนสร้างที่อยู่อาศัยให้ผู้มีรายได้น้อยยูนิตเฉลี่ย 5-7 แสนบาท และเปิดให้ผู้ที่มีรายได้น้อยเฉลี่ย 1 หมื่นบาท/เดือน เข้ามาเช่าอยู่ในลักษณะสัญญาเช่าระยะยาว เป้าหมายสร้างบ้าน 2.7 ล้านยูนิต ในราคา 5-6 แสนบาท/ยูนิต คาดว่าปีแรกจะสร้างได้ 6-7 หมื่นยูนิต คิดเป็นวงเงินสินเชื่อที่ต้องสนับสนุนกว่า 3 หมื่นล้านบาท ล่าสุดอยู่ระหว่างหาข้อสรุปพื้นที่ที่จะก่อสร้างเป็นโมเดลแห่งแรก

ที่ฮือฮาที่สุดเห็นจะเป็นมาตรการภาษีช็อปปิ้งช่วยชาติ ที่มีการสร้างแคมเปญให้ประชาชนที่ใช้จ่ายช่วงวันที่ 25-31 ธ.ค. 2558 ขอใบกำกับภาษีนำมาเป็นรายจ่ายลดหย่อนภาษีได้ 1.5 หมื่นบาท โดยคาดว่าจะทำให้การบริโภคเพิ่มขึ้น และทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.1-0.2% ถือเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ประกอบการเข้ามาอยู่ในระบบภาษี ซึ่งมาตรการนี้จะทำให้กรมสรรพากรสูญเสียเงินภาษี 5,000 ล้านบาท แต่ในมุมกลับกันน่าจะมีคนแห่ช็อปกระจายใช้ซื้อของ กินเที่ยวทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น เป็นเงินไม่น้อยกว่า 1.5 แสนล้านบาท

ต่อมาการแก้ปัญหาราคายาง ต้องติดตามว่ารัฐบาลจะบีบใช้เงินจากธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส.ปล่อยสินเชื่อไม่คิดดอกเบี้ยให้กับองค์การคลังสินค้า (อคส.) เพื่อนำไปซื้อยางพาราโดยตรงจากเกษตรกรผู้ปลูกตามนโยบายช่วยเหลือของรัฐบาล และให้แบงก์รัฐไปปล่อยกู้ผู้ประกอบการที่ได้รับออร์เดอร์ผลิตสินค้าอีกขาหนึ่งด้วยหรือไม่ ซึ่งจะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเร็วนี้

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องจับตา คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอก 2 ของรัฐบาลที่ออกมาอย่างต่อเนื่องภายใน 1-2 เดือนจากนี้ จะเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะหนี้สินของเกษตรกร และหนี้ครัวเรือนกลายเป็นดินพอกหางหมูหรือไม่ เพราะจากการรายงานภาวะหนี้สินเกษตรกรล่าสุด พบว่า เกษตรกรไทยมีหนี้สินรวม 1.32 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นหนี้สินกู้ยืมจาก ธ.ก.ส.จำนวน 8.26 แสนล้านบาท หรือ 62.45% ของหนี้สินทั้งหมด ธนาคารพาณิชย์ 3.98 แสนล้านบาท หรือ 30.16% สหกรณ์การเกษตร 8.38 หมื่นล้านบาท หรือ 6.34% กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร 3,496.41 ล้านบาท หรือ 0.26% กองทุนในความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรฯ 1.04 หมื่นล้านบาท หรือ 0.79%

ขณะที่ระดับหนี้ครัวเรือนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2558 อยู่ที่ระดับ 81.1% ของจีดีพี ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในปี 2559 ระดับหนี้ครัวเรือนของไทยมีโอกาสสูงขึ้นอีกไปสู่ระดับ 83-84% ของจีดีพี

นอกจากนี้ ยังต้องดูเรื่องความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อของแบงก์รัฐที่ถูกบีบให้เร่งปล่อยสินเชื่อในอัตราที่บิดเบือนกลไกตลาด โดยที่รัฐจะตั้งงบประมาณมาชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยที่ลดไปให้ ว่าจะยิ่งกลายเป็นตัวเร่งให้คนต้องการเป็นหนี้ ขาดวินัยทางการเงินหรือไม่ ขณะที่ตัวชี้วัดผลดำเนินงานของรัฐที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธ.ป.ท. เป็นผู้เข้ามากำกับอย่างเต็มตัวแล้วกลับไม่ได้รับการผ่อนเกณฑ์ในการปล่อยกู้ จะมีผลให้แบงก์รัฐต้องตั้งสำรองลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจนกระทบผลดำเนินงานหรือไม่

จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลปัจจุบันต้องคิดให้หนักว่า หากจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ที่จะเริ่มขึ้นอีกในเร็วๆ นี้ มาตรการต่างๆ ที่จะออกมาควรเป็นมาตรการที่เน้นในเชิงพัฒนาศักยภาพให้มากกว่าการอัดเงินเข้าระบบ โดยการสั่งแบงก์รัฐให้ปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นๆ แต่สุดท้ายจะยิ่งกลายเป็นสิ่งล่อใจให้คนอยากจะกู้เงินเพิ่ม และสิ่งที่รัฐบาลทำไปทั้งหมดอาจจะกลายเป็นการไปทำลายวินัยการใช้จ่ายเงินของคนระดับฐานราก ด้วยการเพิ่มหนี้เกินความจำเป็น ทำให้คนเหล่านี้ต้องติดกับดักหนี้จากมาตรการของรัฐบาลจนหมดหนทางก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน