
การศึกษาดี คนดี บ้านเมืองดี
ทำอย่างไรประเทศไทยจะหันมาพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน?
ทำอย่างไรประเทศไทยจะหันมาพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน?
ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
จะพัฒนาแบบยั่งยืนต้องพัฒนาคน เพราะการพัฒนาที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนาคน หรือการศึกษาต้องใช้เวลา 20 ปี
ที่ผ่านมาเราเห็นแล้วว่าการศึกษาของไทยเริ่มตกต่ำมาเรื่อย จนติดอันดับท้ายของกลุ่มประเทศอาเซียน นั่นหมายความว่าขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาประเทศก็ตกต่ำไปด้วย เพราะคุณภาพของคนไทยนั้นแย่ลง ซึ่งแน่นอนประสิทธิภาพในการผลิตและประสิทธิผล ก็ย่อมสู้ประเทศที่เขามีคนที่มีคุณภาพ มีการศึกษาที่ดีไม่ได้
แม้ว่าเราจะพยายามปฏิรูปการศึกษามาหลายครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็แสดงให้เห็นแล้วว่าการปฏิรูปการศึกษาไทยล้มเหลวและตกต่ำกว่าเดิมมาตลอด แม้ว่าจะมีการปฏิรูปการศึกษาอีก 2 ครั้งใหญ่
ปี 2523 โดย พ.ร.บ.การประถมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2523 ซึ่งเปลี่ยนการศึกษาภาคบังคับจาก 7 ปี ลดเหลือ 6 ปี เป็นการลดเวลาเรียนของเด็กไทยครั้งแรก และรัฐบาลนี้กำลังจะลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาเล่น และจะลดเวลาเรียนเหลือครึ่งวันอีก กลัวเด็กไทยจะฉลาดไปหรืออย่างไร
ในครั้งนั้นคนที่คิดที่ทำไปลอกแบบอเมริกา โดยไม่ได้ศึกษาให้ละเอียดว่าสิ่งที่อเมริกาทำนั้นมีปัญหาอะไรบ้าง ได้ผลดีหรือไม่ อย่างไร รูปแบบการบริหารจัดการแบบคณะกรรมการที่กระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่นนั้นมีปัญหาอย่างไร
ตอนที่ไปลอกแบบอเมริกามานั้น คุณภาพการศึกษาของอเมริกากำลังตกต่ำที่สุด เด็กอเมริกันอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เพิ่มจำนวนขึ้น เด็กนักเรียนที่ออกกลางคันมีมากขึ้น ทำให้เด็กไทยที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ที่มีมากขึ้น เพราะคนที่คิดที่ทำเรื่องนี้ยังไปลอกวิธีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษมาจากอเมริกา คือ เรียนเป็นคำ ใช้ความจำแทนการเรียนหลักภาษา จนเกิดปัญหาที่เขาเรียกกันว่า Broken English มาใช้กับการสอนภาษาไทย แทนที่จะใช้หลักสูตรการสอนภาษาไทยแบบดั้งเดิม ที่แม้กระทั่งคนที่เรียนกับพระยังอ่านออกเขียนได้ คือ เรียนจากพื้นฐานครบองค์ประกอบตามหลักภาษาไทย ทั้งอักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ มาเป็นการเรียนแบบเป็นคำ เด็กไทยรุ่นตั้งแต่มีการเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอน อ่านไม่ออกเขียนไม่เป็นภาษามากขึ้น
น่าเสียดายที่หลักสูตรวิชาพื้นฐานที่สำคัญอื่นๆ ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ไทยและโลก หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม ศิลปะ วรรณคดี เป็นต้น ก็มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ โดยไม่มีการศึกษาให้รอบคอบเสียก่อน
การกระจายอำนาจการบริหารการศึกษาและการบริหารงานบุคคล ในรูปแบบคณะกรรมการการประถมศึกษาทั้งระดับชาติและระดับจังหวัด ที่คณะกรรมการมาจาการเลือกตั้งทั้งผู้แทนครูและผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งทำให้เกิดการบริหารจัดการที่ล้มเหลว เพราะเอาครูน้อยมาพิจารณาความดีความชอบแต่งตั้งโยกย้ายครูใหญ่ เกิดการเอาใจ วิ่งเต้น ซื้อขายตำแหน่ง แม้กระทั่งต้องมีการจ่ายเงินเพื่อให้ได้ความดีความชอบพิเศษ 2 ขั้น ครูน้อยที่เป็นกรรมการก็ไม่ยอมทำงานตามปกติ เพราะครูใหญ่ไม่กล้าตำหนิหรือลงโทษ การบริหารจัดการจึงไม่มีประสิทธิภาพ
การปฏิรูปการศึกษาครั้งต่อมาเมื่อมีการใช้กฎหมาย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ยกร่างโดยคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา 9 คน เพราะเห็นว่าเพื่อให้การปฏิรูปเกิดความต่อเนื่อง จะต้องใช้กฎหมายบังคับให้นักการเมืองทำ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างไร ทุกรัฐบาลก็ต้องทำตามกฎหมายนี้ ผ่านมา 17 ปี การศึกษายิ่งแย่ลงไปกว่าเดิม เพราะกฎหมายที่ออกมาโดยคนที่ไม่รู้จริงว่าต้นเหตุปัญหาของการศึกษาไทยคืออะไร ใช้ความรู้สึกมากกว่าหลักการและหลักวิชาการ ไม่เข้าใจความแตกต่างของปัญหาในแต่ละระดับ ไปศึกษาดูงานโรงเรียนละวัน ครึ่งวัน จะเห็นปัญหาที่แท้จริงของทั้งโรงเรียน ผู้บริหาร ครู นักเรียนและผู้ปกครองได้อย่างไร
ออกกฎหมายให้รวมการศึกษาปฐมวัย ประถม มัธยม อาชีวะ และการศึกษานอกระบบ เข้าด้วยกันเป็นการศึกษาพื้นฐาน ซึ่งการศึกษาแต่ละระดับมีความแตกต่างกัน เพราะอายุและพัฒนาการ ความพร้อมของเด็กทั้งร่างกายและจิตใจ วิธีการเรียนการสอนก็ต้องแตกต่างกันไป การเตรียมครูผู้สอนก็ต้องแตกต่างกันด้วย เพราะต้องดูแลและสอนเด็กที่มีพัฒนาการ ความพร้อมต่างกัน ดังนั้นครูแต่ละช่วงชั้นก็ต้องเรียนวิทยาการ การเรียนการสอนที่เหมาะสมตามหลักสูตรที่จะสอนและเรียนจิตวิทยาการศึกษาที่แตกต่างกัน เพื่อจะได้มีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่เกี่ยวกับเด็กในวัยนั้น
เด็กเล็กก็ต้องเตรียมทางร่างกาย กล้ามเนื้อ สมอง อารมณ์ ให้เขาพร้อมที่จะขึ้นชั้นประถม เด็กประถมก็มีพัฒนาอีกแบบหนึ่งดังนั้นการเรียนการสอนก็ต้องจัดให้แตกต่างจากเด็กเล็ก เมื่อขึ้นชั้นมัธยมก็เป็นวัยรุ่นวัยวุ่น การเรียนการสอนก็ต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่พอมาเรียนสายอาชีพการเตรียมเด็กที่จะออกไปประกอบอาชีพก็ต้องเตรียมอีกแบบหนึ่ง ส่วนการศึกษานอกระบบก็เป็นการสอนผู้ใหญ่หรือคนที่ทำงานแล้วก็ต้องสอนอีกแบบหนึ่ง
การบริหารจัดการการศึกษาและสถานศึกษาแต่ละระดับก็แตกต่างกัน การรวมกันทำให้เกิดปัญหามากมาย จนในที่สุดก็ต้องมีการแยกกลับมาเหมือนเดิม
แต่กรรมการปฏิรูปให้เหตุผลในการรวมว่า เป็นการรวมทรัพยากร รวมทั้งครูผู้สอน และยังยกตัวอย่างผ่านสื่อด้วยว่า หากครูโรงเรียนประถมหรือโรงเรียนอาชีวะที่อยู่ติดกันขาดก็จะได้เอาไปช่วยทดแทนกันได้
นอกจากนั้น ยังออกกฎหมายบังคับว่าต้องกระจายอำนาจแม้กระทั่งการจัดทำหลักสูตรก็ต้องให้สถานศึกษาจัดทำเอง คนที่เป็นนักการศึกษาที่แท้จริงเขาจะรู้ว่าคนที่จบการศึกษาทางด้านหลักสูตรมาโดยตรง หากไม่มีประสบการณ์จริงก็ทำไม่ได้ แล้วจะให้โรงเรียนทำหลักสูตรเองจะเป็นไปได้อย่างไร อาจมีโรงเรียนใหญ่ที่มีกรรมการสถานศึกษาที่เข้าใจช่วยกันทำได้ แต่จะมีสักกี่แห่งที่ทำได้
การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร วิธีการเรียนการสอนให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้นจำเป็นต้องทำ แต่ต้องมีการศึกษาวิจัยทดลองใช้จนเห็นว่าใช้ได้ดีจริง ดีกว่าแบบเดิม ไม่ใช่ไปเอา
รูปแบบของต่างประเทศที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกันมาใช้ โดยไม่มีการศึกษาวิจัยทดลองที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ว่าเมื่อประยุกต์ใช้แล้วได้ผลดีจริงจึงนำมาใช้ แต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นทำให้การศึกษาไทยแย่ลงมากกว่าเดิม
หลักสูตรแบบเดิม ตำราที่ดีก็มีมากมาย กว่าบูรพคณาจารย์จะคิดค้นพัฒนามาได้ ต้องใช้เวลาปรับปรุงแก้ไขมาไม่รู้เท่าไร พวกลูกศิษย์คิดล้างครูไปลอกเลียนแบบเขามา แล้วอ้างว่าตัวเองคิดเองทำเอง จนทำให้การศึกษาไทยต้องตกต่ำจนสู้ลาว กัมพูชา เมียนมา เวียดนาม ไม่ได้แล้ว ออกมาแสดงความรับผิดชอบบ้าง อย่าเที่ยวโยนความผิดให้คนอื่นอีกเลย
สาเหตุที่สำคัญคือ การศึกษาแบบใหม่ไม่ได้สร้างหลักการพื้นฐานวิชาการความรู้ที่เพียงพอจะทำให้คนมีหลักในการคิดวิเคราะห์ รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ไม่ได้สร้างคนให้มีความสมบูรณ์ทั้งสติ ปัญญา ร่างกาย และจิตใจ
คุณภาพการศึกษาจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่ “ครู หลักสูตร นักเรียน”
ปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน เวลาเรียน ให้มีคุณภาพทัดเทียมกับประเทศที่มีการศึกษาดีอันดับต้นของโลก อย่างน้อยต้องดีหรือดีกว่าสิงคโปร์ซึ่งไม่มีอะไรเลย มีแต่คนที่เขาพัฒนาจนแข่งขันกับประเทศอื่นได้ และกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ให้การเรียนในหลักสูตรมีความสมบูรณ์ ไม่ต้องให้เด็กต้องเสียเวลากวดวิชา
พัฒนาครูให้เป็นครูที่ดี มีความรู้ตรงตามวิชาที่สอน มีคุณภาพ การเรียนการสอนก็จะดีและมีคุณภาพ ยกเลิกวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและโรงเรียน ที่เอาเวลาของครูไปจากเด็กและต้องใช้งบประมาณเป็นหมื่นล้านบาทโดยไม่เกิดประโยชน์อะไร มาจัดการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้ครูประจำการ แบบที่จะต้องมีการทดสอบทั้งก่อนเข้าอบรมและสำเร็จการอบรม หากสอบผ่านก็เพิ่มเงินค่าวิชาให้เป็นรายเดือน อบรมและสอบผ่านระดับสูงขึ้นก็ได้มากขึ้น
นักเรียนเป็นตัวชี้วัดที่ดีที่สุด ถ้าครูดี หลักสูตรดี เด็กก็ดีด้วย แล้ววัดคุณภาพครูและโรงเรียนจากผลการศึกษาของเด็ก แทนการประเมินแบบรายงานบนกระดาษ แต่ทั้งนี้ผู้ปกครองต้องให้ความร่วมมือกับครูและโรงเรียนในการดูแลเด็ก โครงการศิษย์-ลูก ของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นตัวอย่างที่ดี
กฎหมายไม่สามารถบังคับให้คนดี บ้านเมืองดีได้
การศึกษาต่างหากที่ทำให้คนดี บ้านเมืองดี







