
น่าห่วง
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
หลังจากเกิดเหตุก่อการร้ายที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ขึ้นเมื่อวันที่ 13 พ.ย.เป็นต้นมา ทั่วโลกก็ยกระดับป้องกันภัยก่อการร้ายในประเทศของตัวเองกันอย่างเต็มที่ ทั้งในยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย
โดยเฉพาะอาเซียนของเรา ที่มีข่าวว่าจะมีการตั้งสาขาของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ขึ้นในภูมิภาคนี้ โดยคาดว่าจะมีศูนย์กลางไม่ที่อินโดนีเซีย ก็ฟิลิปปินส์
อินโดนีเซียตื่นตัวกับเรื่องนี้มากโดยเฉพาะช่วงใกล้ปีใหม่ มีการระดมกำลังตำรวจและทหารนับแสนนายเพิ่มการเฝ้าระวังทั่วประเทศ และสามารถสกัดแผนก่อการร้ายได้ ทำให้นอกจากพื้นที่แถบตะวันออกกลางและตุรกีแล้ว ยังไม่มีประเทศใดที่ตกเป็นเป้าหมายของไอเอสอีก
แต่ที่สุดแล้วก็เกิดเหตุวินาศกรรมขึ้นมาจริงๆ โดยเลือกถล่มในใจกลางเมืองหลวงกรุงจาการ์ตา เป็นไปตามที่กลุ่มไอเอสข่มขู่มาก่อนหน้านี้ว่า จะก่อเหตุที่ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นที่สนใจของเวทีโลก
ถ้าย้อนกลับไปช่วงสัก 10 ปีก่อนหน้านี้ อินโดนีเซียถือว่าเป็นประเทศหนึ่งที่ต้องคิดให้ดีก่อนไปเที่ยวจริงๆ หลังจากที่เกิดเหตุระเบิดบาหลีเมื่อปี 2002 ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 202 คน แถมยังมีเหตุระเบิดประปรายขึ้นอีกหลายครั้งต่อเนื่องอีกหลายปี จากฝีมือของกลุ่มเจมาห์ อิสลามิยาห์ (เจไอ) ที่ก่อเหตุใหญ่ขึ้นอีกครั้งในปี 2009
แต่อินโดนีเซียในช่วงหลังมานี้ถือว่าสงบสุขขึ้นมาก เพราะรัฐบาลเขากวาดล้างเจไอแบบขุดรากถอนโคนได้มาก และสามารถคุมตัวครูสอนศาสนาคนสำคัญที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของกลุ่มอย่าง อาบู บาการ์ บาเชียร์ ซึ่งกำลังถูกจำคุกตลอดชีวิต ทำให้เจไออ่อนแอไปพร้อมๆ กับที่สหรัฐทยอยกวาดล้างกลุ่มอัลกออิดะห์ รัฐบาลอินโดนีเซียจึงมีเวลาไปมุ่งเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนได้มากในยุคเปิดเออีซี
อย่างไรก็ตาม ปัญหาก่อการร้ายในอินโดนีเซียก็ได้รับการพิสูจน์อีกครั้งหนึ่งแล้วในวันนี้ว่า ไม่ใช่เรื่องที่สามารถขุดรากถอนโคนได้จริง และไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ไขกันให้หมดไปได้ง่ายๆ อย่างที่ตั้งใจไว้
ขาประจำด้านความมั่นคงในอาเซียน ซิดนีย์ โจนส์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์นโยบายด้านความขัดแย้ง มองว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศที่เหมาะเจาะแก่การเข้ามาตั้งฐานของ
ไอเอส เนื่องจากมีการเมืองที่มีเสถียรภาพ จึงไม่นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งหรือความไม่สงบในสังคม อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มุสลิมเป็นคนกลุ่มใหญ่ ไม่ใช่ศาสนาอื่น จึงทำให้กลุ่มหัวรุนแรงมีพื้นที่แทรกเข้ามาได้
ต้องจับตาต่อกันอย่างใกล้ชิดค่ะว่า รัฐบาลประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ที่มาจากภาคธุรกิจ จะรับมือกับปัญหาใหญ่ด้านความมั่นคงอีกครั้งอย่างไร







