
เครือข่ายโรงแรมไทยไปต่างประเทศ
โดย...ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม
โดย...ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม
ในเวลานี้เครือข่ายโรงแรมชั้นนำของไทยเกือบทุกค่าย ต่างมีเป้าหมายในการขยายตัวทางธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างชัดเจนครับ ออกต่างประเทศเป็นหลักใหญ่ ซึ่งถ้าจะถามถึงเหตุผลนั้น มีคำตอบง่ายๆ จากผู้ประกอบการคือ ราคาห้องพักโรงแรมในประเทศมีราคาถูกเกินกว่าที่จะตอบสนองการลงทุนทางธุรกิจในกรอบเวลาเท่าที่ควรจะเป็นครับ หรืออีกนัยหนึ่งคือเวลาคุ้มทุนของธุรกิจนี้ในปัจจุบันเนิ่นนานออกไปนานกว่า 15 ปี ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ในการที่จะดำเนินธุรกิจเมื่อเปรียบเทียบกับความคุ้มค่าในการลงทุนกับธุรกิจประเภทอื่น
ถึงแม้สถิติตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยจะมีอัตราการเติบโตมากขึ้นทุกปีก็ตาม แต่อย่างที่ทราบกันดีอยู่คือ ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ ราคาห้องพักอยู่ในมือของผู้ซื้อเป็นส่วนใหญ่ อำนาจต่อรองของผู้ประกอบการไม่มีมากนัก ไม่ว่าจะพอใจหรือไม่ แต่เพื่อความอยู่รอดขององค์กร พนักงานและครอบครัว ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมจำเป็นต้องกล้ำกลืนฝืนทนรับสภาพการจำหน่ายห้องพักราคาถูกเป็นเวลาต่อเนื่อง นานกว่าหลายทศวรรษที่ผ่านมาครับ
นอกจากนี้ ยังมีความยากลำบากในการเข้าหาแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินต่างๆ โดยเฉพาะภายในประเทศ เพราะในขณะนี้นโยบายปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่มีต่อธุรกิจโรงแรมนั้น ไม่ว่าจะเป็นการขอสินเชื่อเพื่อขยับขยาย ปรับปรุงพัฒนา หรือสร้างใหม่นั้น ต้องเรียนกันตรงๆ ว่าค่อนข้างเข้มงวดมากกว่าในอดีตที่ผ่านมาหลายเท่าตัว กอปรกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐยังขาดความเอาจริงเอาจังอย่างต่อเนื่องกับสถานให้บริการห้องพักที่ไม่มีใบอนุญาตตามกฎเกณฑ์และกฎหมายที่มีอยู่อย่างดาษดื่นทั่วประเทศในขณะนี้ อีกทั้งประเภทของห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงปริมาณเริ่มมีมากขึ้น ทั้ง Hostel ที่ขายเป็นเตียง หรือ Home Stay แบบ Airb2b ที่กำลังมาแรงในยุคปัจจุบัน ทำให้จำนวนห้องพักในบ้านเรามีอุปทานมากกว่าอุปสงค์
ดังนั้น รายได้จากราคาห้องพักโรงแรมมาตรฐานที่เปิดดำเนินการและเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายในทุกระดับดาว จึงมีสภาพอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ ความจำเป็นในการเข้มงวดของสถาบันการเงินในด้านสินเชื่อต่อธุรกิจโรงแรมนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องนำมาปฏิบัติเพื่อรักษาวินัยทางการเงินของประเทศ
ยิ่งในปัจจุบันด้วยแล้ว ห้องว่างจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบปัญหาในการขาย หลายแห่งครับ ที่กำลังวางแผนดำเนินการจำหน่ายห้องพักที่เหลือให้กับกลุ่มนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะจากจีน หรือบางรายก็กำลังพิจารณาดำเนินการออกนโยบายส่งเสริมการขายผู้บริโภครายย่อยในแบบการลงทุนที่รับประกันผลตอบแทน 3-5 ปี ซึ่งไม่ว่าแนวนโยบายจะออกมาในทางใด จำนวนห้องพักจากธุรกิจภาคพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้ จะต้องมาเป็นจำนวนห้องพักที่เพิ่มเข้ามาในธุรกิจโรงแรมไทยอย่างหลีกหนีไม่พ้น ซึ่งดูเหมือนจะทำให้การดำเนินธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยจะยิ่งพบอุปสรรคอย่างหนักหนาสาหัสมากขึ้น
นอกเหนือจากสาเหตุที่ผมเขียนมาแล้วข้างต้น ยังมีปัญหาเรื่องบุคลากรในทุกระดับที่หาได้ยากยิ่ง การผลิตบุคลากรในภาคบริการของบ้านเรา ยังถือว่าไม่ประสบผลสำเร็จมากเท่าที่ควร ถ้าจะพูดกันตรงๆ ทั้งในสถาบันของรัฐและเอกชน ในภาครัฐนั้นผลิตบุคลากรไม่ตรงและมีจำนวนไม่พอเพียงกับความต้องการของธุรกิจมากนัก
อีกทั้งภาษาต่างประเทศของบัณฑิตที่จบออกมายังไม่แข็งแรงพอเพียงที่จะปฏิบัติงานได้จริง แถมด้วยทักษะในการใช้ระบบการทำงานของโรงแรม ที่ในปัจจุบันเชื่อมโยงกันด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ยังมีไม่มากนัก เมื่อรับเข้าทำงานโรงแรมจะต้องมีพี่เลี้ยงเข้ามาสนับสนุนการทำงาน นอกเหนือจากการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่บุคลากรเหล่านี้จะมีอายุทำงานไม่นานนัก มีพฤติกรรมนิยมเปลี่ยนแปลงที่ทำงานหรือข้ามสายงานจากโรงแรมไปทำงานภาคบริการด้านอื่น อาทิ สายการบิน ธนาคาร โรงพยาบาล เป็นต้น
ส่วนภาคเอกชนนั้นผลิตบุคลากรทางด้านการโรงแรมที่มีคุณภาพได้ดีกว่าก็จริง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ว่าหลักสูตรยอดนิยมที่คนรุ่นใหม่เข้ามาศึกษานั้น กลับกลายเป็นเรื่องการครัว การทำขนม มากกว่าที่จะสนใจงานว่างของโรงแรมที่รอผู้มาสมัคร เช่น พนักงานต้อนรับ ฝ่ายขายและการตลาด ฝ่ายการเงิน และที่ขาดมากที่สุดในขณะนี้คือ แรงงานทั่วไป เช่น พนักงานทำความสะอาดพื้นที่ทั่วไปและห้องพัก พนักงานบริการในห้องอาหาร เป็นต้น ซึ่งหลังจากสำเร็จการศึกษาไปแล้ว นักศึกษาที่มีฐานะดีนี้ส่วนใหญ่จะนิยมการดำเนินธุรกิจเชิงอิสระ มากกว่าที่จะมาทำงานในโรงแรมเป็นอาชีพครับ
ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านจะได้พบเห็นแรงงานต่างชาติในอาเซียนจะพาเหรดเข้ามาทำงานในธุรกิจโรงแรมบ้านเรามากขึ้น ทั้งจากกลุ่มประเทศ CLMV และรวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษอย่างฟิลิปปินส์ที่จะย้ายถิ่นฐานการทำงานจากตะวันออกกลางมาเมืองไทยครับ ซึ่งผมเองยังอดกังวลถึงอนาคตของชื่อเสียงการให้บริการของไทย ที่เคยสร้างความศรัทธาเชื่อมั่นในอดีต ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่เพียงใด
การออกไปหาลู่ทางและพันธมิตรในการดำเนินธุรกิจโรงแรมในต่างแดนของเครือข่ายโรงแรมไทยในยุคนี้ นอกจากจะเป็นการนำชื่อเสียงมาตรฐานการให้บริการแบบยิ้มสยามของไทยๆ ที่เป็นที่รู้จักและยอมรับในวงกว้างแล้ว ยังเป็นการส่งผลดีต่อเศรษฐกิจบ้านเราหลายประการครับ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์การทำงานในระดับสากลให้กับเจ้าหน้าที่พนักงานคนไทยที่จะต้องเข้าไปดูแลการดำเนินกิจการทั้งในระดับผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง หรืออาจจะมีแรงงานฝีมือด้วยอีกส่วนหนึ่ง
การส่งผลกำไรค่าบริหารกลับเข้าประเทศไทย เพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างเครือข่ายบริหารโรงแรมต่างประเทศที่มาเปิดดำเนินการในประเทศไทยเป็นเวลายาวนาน แม้จำนวนเงินค่าบริหารจัดการนี้
จะยังมีไม่มากนัก แต่อย่างน้อยจะช่วยให้ประเทศไม่เสียดุลการค้าแต่ฝ่ายเดียวอย่างเช่นในอดีตที่ผ่านมา อีกสิ่งหนึ่งที่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมคือการเผยแพร่สินค้าไทย อาหารไทย สปาไทย ซึ่งว่ากันว่าสามารถทำรายได้ดีกว่าการดำเนินงานในประเทศไทย ร้านอาหารและสปาไทยในต่างประเทศเป็นจุดขายมีเอกลักษณ์ที่ยากจะหาผู้เลียนแบบได้ครบทุกด้านครับ
เครือข่ายบริหารโรงแรมชั้นนำของไทยได้ออกไปเปิดตลาดการบริหารจัดการโรงแรมในหลากหลายประเทศต่างทวีป ในยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย เอเชีย กลุ่มประเทศในอนุทวีป หรือแม้แต่ในแอฟริกาก็มีนะครับ แน่นอนครับในวิถีการดำเนินธุรกิจแนวนี้จะเป็นการช่วยส่งเสริมเผยแพร่ชื่อเสียงของธุรกิจภาคบริการของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายกันมากขึ้น เสมือนหนึ่งเป็นการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศอีกทางหนึ่ง กลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการห้องพัก อาหาร สปาในโรงแรมของเครือข่ายโรงแรมไทยเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าระดับบนครับ เพราะอัตราค่าบริการที่เราเรียกเก็บกับผู้มาใช้บริการไม่สามารถจะนำมาเปรียบเทียบกับราคาที่ขายในประเทศได้ครับ
ดังนั้น ผมเชื่อว่าหากผู้ดำเนินการธุรกิจโรงแรมทั้งน้อยใหญ่จะออกไปดำเนินธุรกิจในต่างแดน ควรที่จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในด้านข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานรัฐบาลที่ประจำอยู่ต่างประเทศ ทั้งภาคการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวครับ







