posttoday
ประเทศไทย : เดินไปขัดขาตัวเองไป

ประเทศไทย : เดินไปขัดขาตัวเองไป

13 มกราคม 2559

ค่อนข้างจะเป็นที่ตระหนักในประเทศไทยกันแล้วว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีนั้น สามารถเข้ามาช่วยชาติในยามที่เศรษฐกิจมีปัญหา เห็นได้จากการย้ายกระทรวงวิทยาศาสตร์ จากเสาสังคมมาไว้ในเสาเศรษฐกิจขึ้นกับรองนายกฯ สมคิด ความเข้าใจนี้แม้จะเกิดขึ้นช้าไปมากเมื่อเที่ยบกับประเทศอื่นๆ แต่ก็ยังดี เรียกว่า “มาช้ายังดีกว่าไม่มา” โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลต้องระดมสารพัดสรรพกำลังเพื่อประคองเศรษฐกิจให้อยู่รอด

ค่อนข้างจะเป็นที่ตระหนักในประเทศไทยกันแล้วว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีนั้น สามารถเข้ามาช่วยชาติในยามที่เศรษฐกิจมีปัญหา เห็นได้จากการย้ายกระทรวงวิทยาศาสตร์ จากเสาสังคมมาไว้ในเสาเศรษฐกิจขึ้นกับรองนายกฯ สมคิด ความเข้าใจนี้แม้จะเกิดขึ้นช้าไปมากเมื่อเที่ยบกับประเทศอื่นๆ แต่ก็ยังดี เรียกว่า “มาช้ายังดีกว่าไม่มา” โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลต้องระดมสารพัดสรรพกำลังเพื่อประคองเศรษฐกิจให้อยู่รอด

เมื่อผู้บริหารระดับสูงหรือระดับนโยบายของประเทศตระหนักและเข้าใจแล้ว ทำอย่างไรผู้เกี่ยวข้องในระดับรองๆ ลงมาในทุกองค์กรจะเข้าใจและรับรู้ด้วย กลับเป็นเรื่องที่ดูจะยากลำบากเอามากๆ ทั้งในส่วนที่เป็นหน่วยงานให้แรงจูงใจหรือสิทธิพิเศษต่างๆ กับในส่วนของผู้ที่สนับสนุนด้านงานวิจัย หรือเป็นผู้ทำการวิจัยเอง หรือแม้แต่งานของหน่วยงานให้ความช่วยเหลือต่างๆ ก็ไม่สามารถร้อยเรียงให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ เหมือนสมัยหนึ่งที่รัฐบาลมีนโยบายเรื่อง หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือเรียกกันทั่วไปว่า OTOP (One Thumbon One Product) สมัยนั้นแทบจะทุกหน่วยงานลุกขึ้นมาทำ OTOP จนงานซ้ำซ้อนกันไปหมด มีสินค้า OTOP เหมือนๆ กันเกลื่อนประเทศ จะแตกต่างกันก็ที่คุณภาพดีบ้างไม่ดีบ้างต่างกันไป แล้วในที่สุดก็ล้มหายตายไปไม่น้อย

ในส่วนของหน่วยงานให้แรงจูงใจ ที่มัวแต่เงื้อง่าสร้างสารพัดเงื่อนไขด้วยความคิดฝังหัวที่ว่าเงินของรัฐต้องตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้มาเป็นล้านปี จนบริษัทใหญ่บริษัทหนึ่งที่มีศูนย์วิจัยพัฒนาอยู่ในประเทศไทยส่วนหนึ่ง และในมาเลเซียอีกส่วนหนึ่ง และกำลังตัดสินใจว่าจะขยายงานวิจัยในประเทศไทยหรือไม่ ผลคือบัดนี้ได้ตัดสินใจย้ายงานวิจัยทั้งหมดไปมาเลเซียแล้ว เพราะสารพัดที่มาเลเซียจะ ลด แลก แจก แถม เป็นพิเศษให้เป็นแรงจูงใจ

นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่ง ผู้เขียนอดไม่ได้ที่จะต้องนำมาเขียนเรื่องการขัดขาตัวเองของประเทศไทย เพราะได้แต่นั่งมองเขาตาปริบๆ เป็นที่ทราบกันดีว่ามาเลเซียขณะนี้เขามีปัญหาเงินริงกิตที่หนักหนาอยู่ และพยายามดึงการลงทุนวิจัยพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าไปในประเทศ ไม่นับการลงทุนด้านการผลิตสินค้าต่างๆ โดยเขาตระหนักดีเช่นเดียวกับประเทศไทยว่าต้องนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อการส่งออก แต่การตัดสินใจและดำเนินการปฏิบัติตามนโยบายของเขาเร็วมาก สามารถที่จะยื่นข้อเสนอที่บริษัทใหญ่ๆ ปฏิเสธไม่ได้ ขณะที่ประเทศไทยแม้จะมีนโยบายแล้วก็ยังลูบหน้าปะจมูกเดินไปขัดขาตัวเองไปอย่างหน้าเสียดาย

หน่วยงานสนับสนุน หรือทำวิจัยเอง เช่น มหาวิทยาลัยบางแห่งก็ยังไม่สนับสนุนการหมุนเวียนเคลื่อนย้ายนักวิจัย และสร้างเงื่อนไขขัดขวางไว้ เช่น ถ้าอาจารย์ไปทำวิจัยในภาคเอกชนต้องกลับมาใช้เวลา/ทุนเป็น 2 เท่า เป็นต้น ได้ยินแล้วเล่นเอางง เหมือนการพูดกันคนละภาษา เมื่อนโยบายผู้บริหารประเทศ หรือแม้แต่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้มีการเคลื่อนย้ายได้ โดยไม่ต้องหักเวลา แถมผลงานที่ทำวิจัยในที่อื่นก็ให้นำกลับมาใช้ประเมินได้ แต่เมื่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ยังไม่กำหนดกฎเกณฑ์กลางรองรับมติคณะรัฐมนตรี มหาวิทยาลัยก็เลยออกกฎสวนทางเอง ที่ยกมานี้เพียงตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่านโยบายกับการปฏิบัติดูมันจะสับสนวุ่นวาย สวนทางและขัดขากันเอง จนน่าเสียดาย

ในส่วนของการปฏิบัติงานให้สอดคล้องและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ระหว่างหน่วยงานของรัฐบาลก็เช่นกัน ดูจะต่างคนต่างทำกันอย่างรีบร้อน ตัวอย่างเช่น นโยบายส่งเสริม “Start Up” ของรัฐบาลนี้ มีหน่วยงานหลายแห่งที่รับผิดชอบ ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วันก่อนได้เห็นข่าวกรมพัฒนาธุรกิจจะส่งเสริม Start Up ซึ่งรวมถึง Start Up ที่มีนวัตกรรมด้วย และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ก็ส่งเสริม Start Up ที่มีเทคโนโลยี และนวัตกรรม ยังไม่นับรวมกระทรวงอุตสาหกรรม อีกหน่วยอาจจะมีกระทรวงมหาดไทยด้วย เพราะแน่นอนว่าจะมี Start Up ตามจังหวัดต่างๆ เกิดขึ้น และต่อๆ ไปก็จะเหมือน OTOP

ควรหรือไม่ที่หน่วยงานเหล่านี้จะคุยกันแล้วก็จับมือว่าใครจะช่วย Start Up อะไร หรือช่วงไหนใครจะรับมือต่อเพื่อช่วยให้เขาได้เป็น Start Up ที่เข้มแข็ง และส่งให้เขาเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน

อันที่จริงยังมีตัวอย่างความไม่สอดคล้องหรือการที่หน่วยงานของรัฐต่างคนต่างทำอีกหลายอย่างในปัจจุบัน แต่ผู้เขียนขอยกตัวอย่างให้เห็นเพียงข้างต้น เพื่อให้เห็นว่า ทำไม ประเทศไทยจึงเข้าลักษณะเดินไปขัดขาตัวเองไป เมื่อมีโอกาสจะได้นำตัวอย่างมาเสนออีก แค่นี้ก็ไม่รู้ว่าเราจะรอดหรือเปล่าเนี่ย

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้