posttoday
เฟดคุมดอลลาร์แข็ง ตลาดเกิดใหม่ยังรับมือไหว

เฟดคุมดอลลาร์แข็ง ตลาดเกิดใหม่ยังรับมือไหว

12 มกราคม 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ตั้งแต่ที่เฟดส่งสัญญาณจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนับตั้งแต่ปี 2014 ค่าเงินเหรียญสหรัฐก็แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2015 ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นแล้วราว 9% เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก 10 สกุล เช่น ยูโร เยนของญี่ปุ่น หยวนของจีน เรียลของบราซิล เป็นต้น

โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชื่อดังของสหรัฐ เปิดเผยว่า หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. จะส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นเทียบค่าเงินหลักเหล่านั้นราว 14% หรือเท่ากับว่าในปี 2016 นี้เงินเหรียญสหรัฐจะยังคงเป็นแชมป์อัตราแลกเปลี่ยนอีกปี

แน่นอนว่าประเทศผู้ส่งออกในเอเชียจะได้รับผลบวกจากความได้เปรียบเรื่องค่าเงินเป็นหลัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าการแข็งค่าขึ้นมากเกินไปของเงินเหรียญสหรัฐ จะส่งผลกระทบด้านลบที่สำคัญตามมา โดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น จีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังประเทศคู่ค้าอื่นๆ ด้วย

จากข้อมูลของธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา การกู้ยืมเงินในรูปแบบสกุลเหรียญสหรัฐของตลาดเกิดใหม่สูงมากกว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 107 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นกว่าปี 2009 ถึง 2 เท่า

หนี้หุ้นกู้ของภาคเอกชนในสกุลต่างชาติ ซึ่งหมายรวมถึงสกุลเหรียญสหรัฐ อยู่ที่ 23.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 843 ล้านล้านบาท) หมายความว่า ความสามารถในการชำระหนี้จำนวนเหล่านี้จะยากขึ้นเมื่อค่าเงินในตลาดเกิดใหม่เกิดอ่อนค่าเทียบเหรียญสหรัฐ ก่อให้เกิดเป็นความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้น

ด้าน เอสแอนด์พี ระบุว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นในประเทศตลาดเกิดใหม่ อยู่ที่ 40% มากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากหนี้ซับไพรม์ของสหรัฐในปี 2008-2009 เสียอีก และยังนับเป็นครั้งแรกที่ตลาดเกิดใหม่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูงกว่าสหรัฐ

ในขณะที่เวิลด์แบงก์ออกมาประเมินในลักษณะเดียวกันว่า สัดส่วนหนี้ต่างชาติในตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นจาก 30% ในปี 2007 เป็น 36% ในปี 2014 และการที่ค่าเงินอ่อนค่าลง แม้จะช่วยให้การส่งออกได้มูลค่าเพิ่มขึ้น แต่กลับทำให้การนำเข้าต้องเพิ่มขึ้นไปด้วย ส่งผลให้การลงทุนในประเทศที่ค่าเงินอ่อนค่านั้นลดลง

ก่อนหน้านี้ ธนาคารบาร์เคลย์ส เปิดเผยตัวเลขความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 3.8% ในขณะที่สหรัฐ อยู่ที่ 2.5% เมื่อเทียบกับปี 2011 ที่เศรษฐกิจเกิดใหม่ อยู่ที่เพียง 0.7% ในขณะที่สหรัฐ อยู่ที่ 2.1% เท่านั้น

การผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อความสามารถในการกู้คืนเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้ว โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ ภายหลังค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นและเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย การไหลออกของเงินทุนทำให้ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) คาดการณ์ว่า ส่วนต่างระหว่างเงินทุนไหลเข้าและไหลออก หรือเงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิของตลาดเกิดใหม่เริ่มทยอยลดลงในปีที่แล้ว จนกระทั่งเหลือศูนย์ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2015 นี้

ก่อนหน้านี้ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) คาดการณ์ว่า เงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ปีนี้ อยู่ที่ 5.48 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 19.6 ล้านล้านบาท) น้อยที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008-2009 ที่ทำให้ทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ทำสถิติ

อย่างไรก็ตาม ตลาดเกิดใหม่เองก็ได้รับบทเรียนจากวิกฤตค่าเงินเอเชียปี 1997-1998 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยบรรดาประเทศเหล่านั้นต่างพยายามลดสัดส่วนของหนี้ต่างชาติ เพื่อลดภาระที่จะเพิ่มขึ้นหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงยังพัฒนานโยบายเศรษฐกิจให้ดีขึ้นอีกด้วย

ซวาร์นาลี อาห์เหม็ด นักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยผลการศึกษาว่า นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อเศรษฐกิจน้อย จะสามารถดึงการลงทุนกลับไปได้ และประเทศตลาดเกิดใหม่มีการใช้นโยบายการเงินที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับเฟด

นอกจากนี้ ประเทศตลาดเกิดใหม่ยังมีการเพิ่มเงินทุนสำรองระหว่างประเทศให้มากขึ้น เช่น เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนที่ทุนสำรองในปี 2014 อยู่ที่เกือบ 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 143.75 ล้านล้านบาท) เทียบกับปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่ 1.46 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.2 ล้านล้านบาท)

ทุนสำรองมีบทบาทต่อค่าเงินที่อ่อนลง อย่างเช่น จีน ที่แม้จะผูกค่าเงินติดกับเหรียญสหรัฐผ่านอัตราอ้างอิง แต่จีนก็อ่อนค่าอัตราอ้างอิงเงินหยวนของตัวเองลง เพื่อไม่ให้ค่าเงินแข็งค่าตามเหรียญสหรัฐมากจนเกินไปนัก เนื่องจากค่าเงินที่แข็งค่าจะทำให้มูลค่าการส่งออกปรับลดตามไปได้ โดยการส่งออกลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 ในเดือน พ.ย.
ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ปริมาณทุนสำรองที่มากยังเพิ่มความน่าเชื่อถือของประเทศนั้นๆ ต่อการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจอีกด้วย และแม้ค่าเงินจะอ่อนค่าลงจนก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ แต่หลายประเทศเกิดใหม่ต่างพยายามลดอัตราเงินเฟ้อกันไปแล้วนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และบางประเทศกำลังประสบกับปัญหาเงินฝืดเสียด้วยซ้ำ

ในขณะเดียวกัน การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในครั้งนี้ จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเฟดจะประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดและเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ก่อนที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในแต่ละครั้ง ในขณะที่บรรดานักลงทุนต่างระแวดระวังการลงทุนในค่าเงินเหรียญสหรัฐ เนื่องจากตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ค่าเงินดังกล่าวจะเริ่มกลับไปแข็งค่าหลังสหรัฐหันไปดำเนินนโยบายแบบเข้มงวด

ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2004 ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงในช่วง 6 เดือนแรก ก่อนที่จะกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2005 หรือการใช้นโยบายแบบเข้มงวดในปี 1999 ค่าเงินเหรียญสหรัฐก็แข็งค่าขึ้นราว 3% ใขณะที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงไปใน 11 เดือน จาก 14 เดือน หลังการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. 1994

ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนในค่าเงินเหรียญสหรัฐอย่างระแวดระวัง ในขณะเดียวกันเฟดก็พิจารณาอย่างดีก่อนที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในแต่ละครั้ง ไม่ให้การขึ้นดอกเบี้ยไปกระทบต่อภาคเอกชนของสหรัฐมากนัก รวมถึงหากเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่ย่ำแย่ ก็มีโอกาสที่ความย่ำแย่นั้นจะเป็นบูเมอแรงกลับไปยังสหรัฐด้วยเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน