posttoday
โผฏฐัพพะ

โผฏฐัพพะ

10 มกราคม 2559

สำหรับใครบางคน “สถิติ” อาจไม่ได้มีไว้เพียงแค่ทำลาย​ ในเมื่อคุณประโยชน์ที่สำคัญของสถิตินั้นเป็น​เหมือน “หลักไมล์”

โดย...ธนพล บางยี่ขัน ภาพ เอพี

สำหรับใครบางคน “สถิติ” อาจไม่ได้มีไว้เพียงแค่ทำลาย​

ในเมื่อคุณประโยชน์ที่สำคัญของสถิตินั้นเป็น​เหมือน “หลักไมล์” ​สะท้อนให้เห็นความเป็นไปในบางช่วงบางตอนของชีวิตว่าได้เผชิญหน้า หรือก้าวผ่านอะไรมาบ้าง

การได้กลับมาสำรวจหรือพินิจพิจารณาชุดข้อมูลตัวเลขต่างๆ ย่อมเป็นอีกวิธีที่จะสามารถทบทวนการใช้ชีวิตในห้วงเวลาที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี 

ยิ่งในวันที่เทคโนโลยีก้าวหน้าสะดวกจนอุปกรณ์ที่พกพาไปไหนต่อไหนสามารถวัด คำนวณ​​ จัดเก็บ และประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว

เพียงแค่กระดิกนิ้วไม่กี่ที ใครบางคนรู้ว่า 365 วันที่ผ่านมา เขาออกวิ่งไปแล้ว 720 กิโลเมตร

ระยะทางขนาดนี้ไกลกว่าระยะทางจากกรุงเทพฯ​ ไปเชียงใหม่ สำหรับใครบางคนนี่อาจไม่ใช่ระยะเป้าหมายที่เคยคิดว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ เพราะแค่คำนวณคร่าวๆ ​ต้องวิ่งเฉลี่ยสัปดาห์ละ 13.8 กิโลเมตร

รายละเอียดจากสถิติดังกล่าวจะพบว่ารายการที่วิ่งไกลที่สุด คือ 28 กิโลเมตร ใช้เวลา 3.30.24 ชั่วโมง เผาผลาญไป 2,049 แคลอรี ในวันที่ 15 พ.ย. 2558

ทว่า หากคำนวณเป็นรายสัปดาห์แล้ว สัปดาห์ที่วิ่งรวมกันไกลที่สุดจะเป็นช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ก.ค. ที่วิ่งรวมทั้งหมด 42.5 กิโลเมตร หากคำนวณเป็นรายเดือน ​ก.ย.เป็นเดือนที่วิ่งรวมกันไกลสุดคือ 134.3 กิโลเมตร

เมื่อนำมาเทียบเคียงประกอบกับปฏิทินชีวิตจะยิ่งเห็นจังหวะการดำรงตนในห้วงเวลานั้นๆ

แถมการได้ไล่ย้อนดูอดีตยังได้เห็นพัฒนาการนับตั้งแต่เริ่มตั้งไข่ออกวิ่ง จนไต่ระดับทั้งระยะทาง ความเร็ว ไปจนถึงการลงสนามสะสมเหรียญ สะสมประสบการณ์ ในพื้นที่และบรรยากาศที่แตกต่างกันออกไป 

สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้คือยิ่งวิ่งไกลเท่าไหร่ ยิ่งได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น “ร่างกาย” และ “จิตใจ”

จากการเฝ้าติดตามลมหายใจ อาการเหนื่อยหอบ ตลอดจนการสูบฉีดของหัวใจเรื่อยมา ทำให้เห็นว่ากลไกในร่างกายทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ

การใช้สติพิจารณาอาการต่างๆ ของร่างกายทำให้รู้ว่าเมื่อไหร่จะเหนื่อย เมื่อไหร่ร่างกายจะเริ่มหลั่งสารอะดรีนาลิน หลั่งสารเอนดอร์ฟิน มาช่วยระงับยับยั้งความเจ็บปวด

การกำหนดรู้อยู่กับร่างกายทำให้เห็นว่า อาการปวดเมื่อย อ่อนล้า บาดเจ็บ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ทำให้สามารถหาวิธีควบคุมหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้ไปเดินถึงจุดนั้น หรืออย่างน้อยก็สามารถผ่อนหนักให้เป็นเบา

ที่สำคัญการวิ่งยังทำให้รู้ศักยภาพของร่างกายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สำคัญกว่านั้นคือการรู้จักตัวเองว่าจะพัฒนาศักยภาพตัวเองอย่างไร

บางครั้ง “พัฒนาการ” ทั้งความเร็ว และระยะทาง ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็กลายเป็นสิ่งเร้าที่ยั่วยวนให้เดินไปถึงจุดที่หักโหมเกินกว่าร่างกายจะรับได้ จนเกิดการบาดเจ็บถึงขั้นต้องหยุดพัก แถมยังต้องกลับมา
เริ่มต้นกันใหม่อีกนานกว่าจะเดินไปถึงจุดที่เคยทำไว้

ไม่ใช่เฉพาะ “แรงขับ” จากภายในเท่านั้นที่ผลักดันให้เราเดินข้ามขีดที่ร่างกายจะรับไหว เพราะปัจจัยจากภายนอกที่ยั่วยุให้ต้องไปแข่งขันกับเพื่อนร่วมทางทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักยังบีบให้เราต้องเร่งฝีเท้าให้เท่าทันกับคนอื่นๆ อย่างไม่รู้ตัว

ความพยายามเอาชนะจึงกลายเป็น “กับดัก” ที่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น

ชวนให้นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง ที่กล่าวว่า “ถ้าเราเอาชนะตัวเอง มันก็จะชนะทั้งตัวเอง ชนะทั้งคนอื่น ชนะทั้งอารมณ์ ชนะทั้งรูป ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งรส ทั้งโผฏฐัพพะ เป็นอันว่าชนะทั้งหมด”

แน่นอนว่าการรู้จักตัวเองและเอาชนะตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่ง่ายกว่าอาจเป็นเพียงแค่การไม่มุ่งหวังกับชัยชนะ การมีสติรับรู้ พิจารณา “โผฏฐัพพะ” หรือสิ่งที่มาถูกต้องกาย ทั้งอารมณ์หรือสัมผัสที่มีลักษณะเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หยาบ อาจจะเป็นการดีกว่ามุ่งเป้าไปที่ชัยชนะ

เมื่อสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องสนใจกับชัยชนะ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI