
กลัวเศรษฐกิจหดไม่รื้อภาษี
สรรพสามิตยันไม่ขึ้นภาษีสินค้า และไม่รื้อโครงสร้างภาษีทั้งระบบขณะนี้ หวั่นกระทบเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นแถมรายได้เกินเป้ามากอยู่แล้ว แจงแผนงานครึ่งปีหลังเร่งติดตั้งมิเตอร์เครื่องดื่ม "โค้ก-เป๊บซี่-บิ๊กโคล่า" ให้ครบ 52 สายการผลิตในปีนี้
สรรพสามิตยันไม่ขึ้นภาษีสินค้า และไม่รื้อโครงสร้างภาษีทั้งระบบขณะนี้ หวั่นกระทบเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นแถมรายได้เกินเป้ามากอยู่แล้ว แจงแผนงานครึ่งปีหลังเร่งติดตั้งมิเตอร์เครื่องดื่ม "โค้ก-เป๊บซี่-บิ๊กโคล่า" ให้ครบ 52 สายการผลิตในปีนี้
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตทั้งระบบ ทางกรมได้มีการปรับโครงสร้างภาษีล่าสุดไป เมื่อประมาณ เดือน พ.ค.2552 เกี่ยวกับภาษีน้ำมัน, เบียร์, บุหรี่ และสุรา โดยขณะนี้ยังไม่มีนโยบายจากทางกระทรวงการคลังให้ปรับโครงสร้างภาษีใหม่แต่อย่างไร ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาคเอกชนกำลังฟื้นตัว และขอให้ทางกรมอย่าเพิ่งทำการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ หลังจากที่ปรับภาษีเหล้าเบียร์ไปเมื่อปี 2552
กรมยืนยันว่าจะไม่ปรับโครงสร้างแน่นอน เพราะมีการจัดเก็บภาษีได้สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ สำหรับ 9 เดือนแรกของปีมีการจัดเก็บภาษีได้ถึง 3.06 แสนล้านบาท เกินเป้าที่ตั้งไว้เดิมทั้งปีจะต้องจัดเก็บภาษีให้ได้ 2.91 แสนล้านบาท ขณะนี้ทางกรมจึงได้ปรับเป้าหมายการจัดเก็บภาษีเพิ่มเป็น 3.66 แสนล้านบาทภายในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ดังกล่าว ทั้งนี้ภาษีน้ำมันจัดเก็บมากที่สุด รองลงมา คือ รถยนต์
"ยอมรับว่าขณะนี้มีปัญหาทุกจุด ปัญหาความถูกต้องในหลักการบางครั้งมองว่าใช้ได้แล้ว แต่ในทางปฏิบัติไม่ง่าย ราคาหน้าโรงงาน คำนวณออกมาจริงๆ มีอะไรมากกว่านั้นอีก เป็นต้น ขณะที่ปัจจุบันได้มีการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเกี่ยวกับโครงสร้างภาษีปัจจุบัน แล้ว ส่วนใหญ่มองว่าโครงสร้างภาษีรถยนต์ใช้ได้อยู่ แต่ปัญหาที่พบปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นโครงสร้างภาษีของสุรา และเบียร์ ที่มีการร้องเรียนขอความเป็นธรรมบ้าง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ศึกษาข้อมูลต่างๆ ซึ่งต้องดูว่าจะปรับหรือไม่อย่างไร" นายอารีพงศ์ กล่าวนายอารีพงศ์ กล่าวว่า ภาษีรถยนต์นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับผู้ประกอบการในการจัดทำแผนแม่บท โดยเรื่องของภาษีรถยนต์ ซึ่งเป็นภาษีที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอยู่ จากการส่งเสริมต่างๆ ของ บีโอไอ และหน่วยงานอื่น ซึ่งหากไทยยังต้องการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ให้สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป ก็จะต้องดูโครงสร้างภาษี รวมถึงการดึงเทคโนโลยีใหม่เข้ามาให้มาผลิตในประเทศไทย เช่น เทคโนโลยีอนาคตที่จะมุ่งไปสู่เรื่องของไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อดึงการผลิตรถรุ่นใหม่ หรือเทคโนโลยีใหม่เข้ามาผลิตในประเทศไทยให้ได้ "ลักษณะนี้ต้องมีการหารือกับอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก เราเคยดำเนินการไปแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่เราจะออกไปทีละเรื่อง" นายอารีพงศ์ กล่าวส่วนในภาษีบุหรี่นั้น มีการหารือกันไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้พิจารณาก่อน ยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้นายอารีพงศ์ กล่าวว่า สำหรับแผนงานครึ่งปีหลังนี้ กรมจะสานต่อแผนงานต่อเนื่องจากต้นปี โดยแบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การสร้างความชัดเจนในนโยบายการจัดเก็บภาษีรวมถึงกระบวนการและยุทธวิธีของขั้นตอนการจัดเก็บภาษี 2.จัดทำการปรับปรุงการให้บริการ และ 3.ยกระดับความเป็นอยู่ของกรมสรรพสามิต อย่างไรก็ดี หน้าที่หลัก คือ การจัดเก็บภาษี และการปราบปราม เน้นปรับปรุงการเก็บภาษีและการปราบปรามให้มีประสิทธิภาพ “ภาพที่จะเห็นต่อไปนี้ จะมีความชัดเจนมากขึ้น ในเรื่องของการบริการ และการจัดเก็บภาษีทุกประเภท มีการลดกระบวนการงาน ซึ่งตอนนี้เราไล่ไปหลายสินค้ามาก ทั้งด้านน้ำมัน, น้ำผลไม้, โครงสร้างต้นทุนของรถยนต์ กำลังจะดำเนินการ อีกสักพักหนึ่งกระบวนการทั้งหลายจะอยู่ในระดับแนวหน้าได้ เรื่องของความทันสมัย” นายอารีพงศ์ กล่าว นายอารีพงศ์ กล่าวอีกว่า กรมยังมีโครงการติดตั้งเครื่องมิเตอร์เครื่องดื่มที่โรงงานเบียร์ เพื่อติดตามว่ามีการเสียภาษีครบถ้วนหรือไม่ โดยปัจจุบันได้มีการขยายการติดตั้งเครื่องมิเตอร์ไปยังเครื่องดื่มโค้ก เป๊ปซี่ และบิ๊กโคล่า คาดว่าเป็นต้น ซึ่งในปีนี้มีการตกลงรูปแบบเครื่องมิเตอร์เสร็จแล้ว หลังจากนี้จะมีการเปิดประมูลทั้งหมด 52 สายการผลิต ในปีนี้จะสามารถติดตั้งเครื่องดังกล่าวได้ประมาณ 20 สายการผลิต และเมื่อได้งบประมาณปี 2554 มาแล้วจะทำการติดตั้งส่วนที่เหลือ
“ภายในเดือน ธ.ค.ปีนี้ คาดน่าจะติดเครื่องมิเตอร์เครื่องดื่มได้ทั้งหมด หลังจากนี้จะขยายการติดตั้งไปยังเครื่องดื่มชูกำลังทุกชนิดเครื่องดื่มอนาคตตรงนี้จะเป็นระบบมิเตอร์ทั้งหมด” นายอารีพงศ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีโครงการจีพีเอส ติดตามการขนส่งน้ำมันเพราะน้ำมันเป็นสินค้าที่ควบคุมไม้ให้ออกนอกลู่นอกทาง โครงการติดจีพีเอสที่รถยนต์ เรือ เป็นต้น รวมถึงการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต โดยปัจจุบันสินค้าที่มีปัญหามากที่สุดในการลักลอบเข้ามาขายในประเทศไทยมากที่สุด ได้แก่ บุหรี่เถื่อน และน้ำมันเถื่อนซึ่งผลของการปราบปราม 9 เดือน ของปีงบประมาณ 2553 พบว่า มีทั้งสิ้น 30,924 คดี สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะมีเพียง 28,300 คดี และมีการเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 302 ล้านบาท







