posttoday
โบรกเกอร์แนะลงทุนปี 2559 ต้องหุ้นบริโภคภายในประเทศ

โบรกเกอร์แนะลงทุนปี 2559 ต้องหุ้นบริโภคภายในประเทศ

06 มกราคม 2559

แม้บรรยากาศวันแรกของการเปิดตลาดหุ้นปีใหม่นี้จะสร้างความอกสั่นขวัญแขวนด้วยการดิ่งลงถึง 24 จุดด้วยปัจจัยนอกประเทศ แต่เป็นธรรมดาที่ตลาดหุ้นจะมีความผันผวน ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ โบรกเกอร์หลายแห่ง ทั้ง สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส และณัฐชาติ เมฆมาสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ หุ้นได้แนะนำหุ้นที่เด่นที่พร้อมให้นักลงทุนช้อนซื้อไว้ลงทุน คือ หุ้นที่เกี่ยวกับกำลังซื้อในประเทศที่เน้นลงทุนระยะยาว 1 ปีจากปัจจัยบวกการเร่งลงทุนและใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยว

แม้บรรยากาศวันแรกของการเปิดตลาดหุ้นปีใหม่นี้จะสร้างความอกสั่นขวัญแขวนด้วยการดิ่งลงถึง 24 จุดด้วยปัจจัยนอกประเทศ แต่เป็นธรรมดาที่ตลาดหุ้นจะมีความผันผวน ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ โบรกเกอร์หลายแห่ง ทั้ง สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส และณัฐชาติ เมฆมาสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ หุ้นได้แนะนำหุ้นที่เด่นที่พร้อมให้นักลงทุนช้อนซื้อไว้ลงทุน คือ หุ้นที่เกี่ยวกับกำลังซื้อในประเทศที่เน้นลงทุนระยะยาว 1 ปีจากปัจจัยบวกการเร่งลงทุนและใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยว

หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ มีทั้งกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่จะเป็นแหล่งสินเชื่อจากภาคเอกชนที่ต้องกู้เงินการลงทุนโครงการภาครัฐต่างๆ และการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) อีกทั้งเชื่อว่าผลประกอบการของกลุ่มธนาคารน่าจะเริ่มดีขึ้น เพราะตัวเลขหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วหลังจากตั้งสำรองไปแล้วไตรมาส 3

ทั้งนี้ โบรกเกอร์เหล่านี้ได้แนะนำหุ้นธนาคารกรุงไทย (KTB) ที่เป็นธนาคารที่ต้องอิงกับหน่วยงานภาครัฐเป็นหลักอยู่แล้วเพราะกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมไว้ที่ 18-19 บาท รวมถึงธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เพราะถือเป็นธนาคารที่มีการบริหารจัดการที่ดีอย่างหนึ่ง และไม่มีการตั้งสำรองหนี้เหมือนธนาคารอื่น โดยให้ราคาที่เหมาะสมไว้ที่ 223 บาท

บล.เอเซีย พลัส ให้ราคา KBANK เหมาะสมที่ 240 บาท เพราะมีการคุมการปล่อยสินเชื่อที่ดีและยังสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง แนะนำหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เพราะความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในการก่อสร้างมากขึ้นและ SCC มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด โดยให้ราคาเหมาะสมที่ 600 บาท และบริษัท ทีพีไอ โพลีน (TPIPL) ที่มีการขยายกำลังการผลิตที่มากขึ้น และยังมีการสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทในระยะอีก 2-3 ปีข้างหน้าได้

บล.เอเซีย พลัส มองว่า SCC เป็นบริษัทที่มีความเป็นผู้นำในทุกด้าน อีกทั้งถึงยังเป็นช่วงวงจรขาขึ้นของกลุ่มปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์อีกด้วย โดยให้ราคาเหมาะสมที่ 595 บาท

กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ที่เริ่มเห็นผลจากการได้รับประมูลงานจากภาครัฐ และก็ควรเลือกในบริษัทที่มีสภาพคล่องดีและการเงินที่แข็งแกร่ง เช่น บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ให้ราคาที่ 12 บาท เพราะมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมอยู่แล้ว และยังมีลุ้นเรื่องการโครงการทวายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบริษัท ช.การช่าง (CK) ราคาเหมาะสมคือ 34 บาท

บล.เอเซีย พลัส เลือก CK เพราะเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งมาก เนื่องจากมีการรับรู้รายได้ที่จากหลายส่วนทั้ง ทางด่วน รถไฟฟ้า และโรงไฟฟ้า อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงที่จะได้ร่วมประมูลจากพีพีพีอีก ให้ราคาเหมาะสมที่ 33 บาท บล.ทรีนิตี้ ให้ราคาที่เหมาะสมไว้ที่ 34บาท

กลุ่มขนส่ง บล.กิมเอ็ง และ บล.ทรีนิตี้ มองกลุ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่าง บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) และที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) วันที่ 5 ม.ค. 2559 ภายหลังการรวมกันระหว่าง บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) กับบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) โดยเน้นจากการขยับที่คณะรัฐมนตรีได้ประกาศให้ก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายสีส้มซึ่งจะเริ่มได้ในไตรมาสแรกกับเส้นทางสายสีเขียว

นอกจากนั้น บล.เมย์แบงก์ และ บล.เอเซีย พลัส มองไปถึงกลุ่มขนส่งระบบราง บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ให้ราคาเหมาะสมเท่ากันที่ 12 บาท เพราะหลังจากขายสินทรัพย์เข้ากองทุนโครงสร้างพื้นฐานก็ยังมีเงินสดเหลือที่จะสามารถเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐได้อีก แต่ บล.เอเซีย พลัส ยังมองไปถึงกลุ่มที่ได้ประโยชน์ต่อเนื่องจากระบบราง คือ กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่จะเติบโตจาการขยายทำเลตามความต้องการลูกค้าที่ยึดแนวรถไฟฟ้าเลือก บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) มองมูลค่าที่เหมาะสมที่ 36 บาท

กลุ่มท่องเที่ยว ก็ยังพอไปได้เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือเรียกว่าทำลายสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นได้ทุกปี อีกทั้งยังจะได้ประโยชน์จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาอีกแนะนำ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) เพราะยังส่วนต่างราคาที่พอทำกำไรได้มากกว่าตัวอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

บล.ทรีนิตี้ แนะนำ กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์ต่อยอดจากเทคโนโลยี 4จี แต่เป็นกลุ่มสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์มากกว่าที่จะเป็นกลุ่มโอเปอเรเตอร์ ได้แก่ บริษัท คอมเซเว่น (COM7) ให้ราคาเหมาะสม 4.3 บาท บริษัท เจ มาร์ท (JMART) ที่ 15 บาท บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNNEX ให้ราคา 6.90 บาท “กลุ่มอาหารและการเกษตร” โดยที่ได้ประโยชน์จากราคาไก่ในประเทศที่มีการฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ บริษัท จีเอฟพีที (GFPT) บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) 3.30 บาท

หุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า เพราะมีทิศทางแน่ชัดแล้วว่าค่าเงินสกุลเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจ และกลุ่มแรกๆ ที่ได้ประโยชน์คือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

 การจะเลือกหุ้นกลุ่มไหนหรือตัวไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับความชอบ การเข้าถึงข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงความเหมาะสมของพอร์ต

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน