posttoday
ผ่าโครงสร้างการเมืองใหม่ ชนวนเดือดร่างรธน.

ผ่าโครงสร้างการเมืองใหม่ ชนวนเดือดร่างรธน.

04 มกราคม 2559

หนึ่งในความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญที่ต้องจับตากันเป็นพิเศษคือ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หนึ่งในความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญที่ต้องจับตากันเป็นพิเศษคือ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าการร่างรัฐธรรมนูญในปัจจุบันถือเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญครั้งที่สอง หลังจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีมติเสียงข้างมากไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน ทำให้ต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่

“มีชัย ฤชุพันธุ์” เข้ามาเป็นตัวเลือกแรกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการเข้ามาทำหน้าที่กุมบังเหียนการร่างรัฐธรรมนูญในฐานะประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดย กรธ.มีเวลาทำงานทั้งสิ้น 180 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. 2559

มาถึงตอนนี้การทำงานของ กรธ.เรียกได้ว่าผ่านมากว่าครึ่งทางและเริ่มเห็นเค้าโครงของร่างรัฐธรรมนูญกันบ้างแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางการเมืองที่มองเห็นถึงความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กมธ.ยกร่างฯ อย่างมีนัยสำคัญ

1.คณะรัฐมนตรี เริ่มกันที่ที่มาของนายกรัฐมนตรี ทาง กรธ.ยังคงกำหนดให้มาจากการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรและจะเป็นหรือไม่เป็น สส.ก็ได้ โดยกำหนดให้พรรคการเมืองจะต้องนำเสนอบัญชีรายชื่อผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีจำนวน 5 คน ในวันสมัครรับเลือกตั้ง ผิดกับกรณีนายกฯ คนนอกของ กมธ.ยกร่างฯ ที่บัญญัติให้สภาต้องมีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวน สส.ที่มีอยู่ในสภา หรือ 313 เสียงจาก สส.ทั้งหมด 470 คน แต่หากสภาจะเลือกนายกฯ ที่เป็น สส.แค่ให้สภามีมติเสียงเกินกึ่งหนึ่งตามปกติก็พอ หรือ 235 คนขึ้นไปจาก สส. 470 คน

นอกจากนี้ การวางตัวคนเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ จะใช้อำนาจตามอำเภอใจแบบ 100% ไม่ได้ เพราะในร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.บังคับให้นายกฯ ต้องเลือกจากบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมที่เป็นตัวอย่างของสังคม ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และร่างรัฐธรรมนูญของ กมธ.ยกร่างฯ ที่ไม่ได้กำหนดเรื่องนี้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

2.สภาผู้แทนราษฎร ย้อนกลับไปที่ร่างรัฐธรรมนูญของบวรศักดิ์ที่ออกแบบให้การเลือกตั้ง สส.เป็นระบบสัดส่วนผสมแบ่งเป็น สส.เขต 300 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 150-170 คน รวมเป็น 450-470 คน โดยให้เอาฐานคะแนนของ สส.ระบบบัญชีรายชื่อมาเป็นตัวกำหนดแต่ละพรรคจะมี สส.เข้าสภาเท่าไหร่

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพรรค ก.ได้คะแนน สส.บัญชีรายชื่อคิดเป็นสัดส่วน 50% เท่ากับว่าพรรคการเมืองนั้นจะมี สส.ได้ 235 คน หากในกรณีที่พรรคได้ สส.เขต 235 คน แล้วก็จะไม่ได้สส.บัญชีรายชื่ออีก แต่ถ้าได้ สส.เขตไม่ถึง 235 คน จะได้ สส.บัญชีรายชื่อไปเติมจนเต็มจำนวน 235 คน

แต่สำหรับการเลือกตั้ง สส.ของ กรธ. ปรากฏว่ามีความแตกต่างกับของ กมธ.ยกร่างฯ พอสมควร โดยของ กรธ.ใช้ระบบที่เรียกว่า “จัดสรรปันส่วนผสม” แบ่งเป็น สส.เขต 350 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 150 คน รวม 500 คน ซึ่งการเลือกตั้งตามระบบของ กรธ.จะใช้การลงคะแนนในบัตรเลือกตั้ง สส.ระบบเขตเพียงใบเดียว เพื่อคำนวณหาจำนวน สส.เขตและบัญชีรายชื่อไปพร้อมกัน ผิดกับของ กมธ.ยกร่างฯ ที่ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบแยกเป็นบัตรลงคะแนนเลือก สส.เขตหนึ่งใบ และเลือก สส.บัญชีรายชื่ออีกหนึ่งใบ

การคำนวณจำนวน สส.ในเวอร์ชั่นของ กรธ.จะกำหนดให้นำคะแนน สส.ระบบเขตทั้งประเทศของแต่ละพรรคมารวมกัน จากนั้นจะนำคะแนนมาแยกเป็นสัดส่วนว่าพรรคการเมืองจะได้จำนวน สส.เท่าไหร่ ซึ่งคล้ายกับระบบสัดส่วนผสม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพรรค ก.ได้คะแนนทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วน 50% ทำให้มี สส.ได้จำนวน 250 คน หากได้ สส.เขตครบหรือเกิน 250 คน แล้วจะไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่ออีก แต่ถ้าได้ สส.เขตไม่ถึง 250 คน ก็จะได้ สส.บัญชีรายชื่อมาเติมเต็มให้ครบ 250 คน

3.วุฒิสภา เป็นหนึ่งในสถาบันทางการเมืองที่ถูกปรับเปลี่ยนหลายครั้ง รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ให้ สว.มาจากการเลือกตั้งจำนวน 200 คน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เปลี่ยนเป็น สว. 150 คน แบ่งเป็น สว.สรรหา 74 คน ซึ่งเลือกที่ประชุมของตัวแทนขององค์กรอิสระ และ สว.เลือกตั้งจังหวัดละหนึ่งคน พอเข้าสู่การร่างรัฐธรรมนูญของ กมธ.ยกร่างฯ ก็ยืนยันในหลักการที่ให้สว. มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละหนึ่งคน และสรรหา 123 คน รวม 200 คน

การสรรหา สว.ในเวอร์ชั่นของ กมธ.ยกร่างฯ ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาและต้องสรรหาตาม 4 องค์ประกอบ ที่ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติ เช่น 1.อดีตผู้บริหารปลัดกระทรวงและผู้บัญชาการเหล่าทัพหรือเทียบเท่า 2.ผู้แทนสภาวิชาชีพ 3.ผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม แรงงาน วิชาการ ชุมชน ท้องถิ่น 4.ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านการเมือง ความมั่นคง ฯลฯ

แม้ กมธ.ยกร่างฯ จะอ้างว่ากระบวนการได้มาซึ่ง สว.ที่กำหนดออกมาจะช่วยให้ปลอดการเมือง แต่ก็มีหลายฝ่ายท้วงติงว่าการให้มี สว.เลือกตั้งและสรรหามาอยู่ด้วยกัน จะซ้ำรอยปัญหาแบบ สว.ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 อีก

ด้วยปัญหาและเสียงท้วงติงทั้งหมด ทำให้ กมธ.ยกร่างฯ ตัดสินใจเปลี่ยนระบบที่มา สว.ใหม่เป็น “การเลือกตั้งทางอ้อม” จำนวน 200 คน โดยเลือกจากบุคคลตามความเชี่ยวชาญ 20 กลุ่ม เช่น การบริหาร การคลัง วัฒนธรรม ประชาสังคม เป็นต้น ขั้นตอนการเลือกจะดำเนินการเลือกกันในระดับอำเภอ จังหวัด และส่วนกลาง ซึ่งจะให้ผู้สมัครทำการเลือกกันเองว่าจะให้ใครเป็น สว. แต่ผู้สมัครคนนั้นจะไม่สามารถเลือกผู้สมัครที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้

นอกเหนือไปจากการเปลี่ยนการเลือก สว.แล้ว กมธ.ยกร่างฯ ปฏิรูปวุฒิสภาครั้งสำคัญด้วยการให้คู่สมรส บุตร และเครือญาติของ สส.และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถเป็น สว.ได้ แต่ถึงแม้จะให้มีสภาผัวเมีย ทว่ากมธ.ยกร่างฯ ได้ตัดอำนาจการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นของวุฒิสภาอยู่เดิมออกไป

ทั้ง 3 ประเด็นที่ว่ามาทั้งหมดนี้คือชนวนสำคัญในการสร้างวิวาทะทางการเมือง หากการพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันการเมืองดังกล่าวนำมาซึ่งความขัดแย้ง โอกาสที่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในช่วงกลางจะดุเดือดก็มีความเป็นไปได้สูง

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน