
จุดเปลี่ยนชีวิต สู่งานเพื่อชุมชนและสังคม
หลังจากทุ่มเทการทำงานอย่างหนักในทุกด้านแล้ว เมื่อมาถึงจุดๆ หนึ่ง ใครบางคนอาจจะล้า อยากจะพัก
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
หลังจากทุ่มเทการทำงานอย่างหนักในทุกด้านแล้ว เมื่อมาถึงจุดๆ หนึ่ง ใครบางคนอาจจะล้า อยากจะพัก แต่ไม่ใช่หยุดการทำงานไปเลย แต่เป็นการพักเพื่อจัดสมดุลให้กับชีวิตใหม่ พร้อมแรงบันดาลใจที่อยากจะทำงานอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและคนอื่นบ้าง
องค์อร อาภากร ณ อยุธยา ที่อิ่มตัวกับการทำงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ก็อยู่ในจุดนี้ จุดที่ทำงานประจำมานาน และอยู่ในสถานะที่คิดว่าเพียงพอที่จะอยู่ได้ จึงเกษียณตัวเองก่อนกำหนด ลาออกจากงานธนาคารที่ทำมาถึง 30 ปี เพื่อจะได้มาอยู่ดูแลครอบครัว ดูแลตัวเองเพื่อฟื้นฟูสุขภาพร่างกาย และมีพื้นที่ชีวิตใหม่กับการทำงานในมูลนิธิมั่นพัฒนา
ก่อนจะลาออกจากธนาคารไทยพาณิชย์ องค์อร ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโส ทำหน้าที่ด้านสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งเป็นประสบการณ์การทำงานที่นำมาปรับใช้กับการทำงานที่มูลนิธิมั่นพัฒนาได้อย่างพอเหมาะพอดี เพราะมูลนิธิแห่งนี้มีวัตถุประสงค์ในการเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Development) โดยใช้ศาสตร์เกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ความแตกต่างจะมีก็เพียงแค่ธนาคารเป็นการสื่อสารสัมพันธ์กับลูกค้าธนาคารแต่ที่มูลนิธิมั่นพัฒนาจะเป็นการสื่อสารด้านการพัฒนาชุมชน สังคม
เธอบอกว่า เป็นงานที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว ไม่ต้องเริ่มต้นอะไรใหม่
มีใหม่บ้าง ก็เพียงการที่ต้องลงพื้นที่ชนบทมากกว่าเดิม ทำงานเหมือนองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) เพราะหน้าที่คือการส่งเสริมเรื่ององค์ความรู้ให้กับชาวบ้าน เอื้ออำนวยสภาพแวดล้อม เปิดใจ เปิดเวทีให้ชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็น และลงมือทำ
ถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาชุมชนจากเดิมที่ภาครัฐหรือองค์กรเอกชนมักจะลงไปทำให้ชาวบ้านแทน ทั้งที่ชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ แต่ละหมู่บ้าน มีบริบทรอบตัวที่ไม่เหมือนกัน
โดยการให้ความรู้นั้น ทางมูลนิธิได้จัดเป็นหลักสูตรขึ้น เป็นหลักสูตรมินิเอ็มบีเอหลายระดับ ทั้งสำหรับผู้นำชาวบ้าน และชาวบ้านทั่วไป ให้รับการอบรมเพื่อนำความรู้ไปต่อยอดในผลิตภัณฑ์ของตนเอง
เธอบอกว่า เมื่อลงพื้นที่จริงๆ แล้ว กลับพบว่า ชาวบ้านนั้นจริงๆ แล้ว เก่ง เพียงแต่ใส่ความรู้ ใส่เทคโนโลยี ใส่วิธีการบริหารจัดการ ความรู้ด้านการตลาด เข้าไป พวกเขาก็สามารถก้าวออกจากวิธีการเดิมๆ และ
ต่อยอดผลิตภัณฑ์ของเขาได้
จนถึงเวลานี้ มูลนิธิมั่นพัฒนาได้ทำการอบรมผู้นำชาวบ้านและชาวบ้านรวมแล้ว 2 รุ่น เป็นระดับผู้นำชาวบ้านจำนวน 200 คน อีกรุ่นเป็นชาวบ้านอีก 1,800 คน รวมแล้ว 2,000 คน เมื่อเข้ารับการอบรม ได้รับการติดอาวุธทางปัญญา คนเหล่านี้ก็สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ เมื่อผนวกกับความกระตือรือร้น เป็นคนเก่ง มีความสามารถในตัวเอง ที่มีอยู่แล้ว ผู้คนกลุ่มนี้ก็ยืนหยัดและก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง
ก่อนหน้าเข้ารับการอบรม ชาวบ้านจะไม่เคยคิดที่จะแปรรูป ทำให้สินค้าสู้คนอื่นไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ชาวบ้านรายหนึ่งที่เลี้ยงเป็ดไข่ เพื่อนำมาทำไข่เค็ม ก่อนที่มูลนิธิจะเข้าไปในพื้นที่ ชาวบ้านรายนี้ก็ทำไข่เค็มด้วยวิธีแบบเดิมๆ ซึ่งหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถึงจุดหนึ่ง ชาวบ้านรายนี้จะถึงทางตัน ขายไข่เค็มไม่ออก แต่เมื่อเขามารับการอบรมในหลักสูตรที่มูลนิธิจัดขึ้น ปรากฏว่า เขาได้นำความรู้ที่ได้ไปต่อยอด มีการนำไข่เค็มที่ผลิตได้ไปทาขมิ้นแล้วเรียกใหม่ เป็น ไข่ทองคำ ที่มูลค่าเพิ่มขึ้นทันที
นอกจากการแปรรูป เพิ่มมูลค่า หลักสูตรการอบรม ยังมีการสอนเรื่องการบริหารการทำบัญชีค่าใช้จ่าย การทำตลาดสมัยใหม่ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีการเชื่อมต่อกับเว็บรักบ้านเกิด ให้ชาวบ้านนำสินค้าไปขายในเว็บได้ หรือการขายสินค้าในไลน์ ซึ่งได้กลายเป็นวิถีชีวิตใหม่ของชุมชน ช่วยให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ ได้เข้าใจการขายสินค้าผ่านออนไลน์
ที่สำคัญ หลักสูตรของมูลนิธิมั่นพัฒนาจะใส่ใจและให้ความสำคัญกับการบริหารหรือการตัดสินใจอย่างมีคุณธรรม ไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบกันเข้าไปด้วย เพราะถ้ามุ่งเน้นการให้ความรู้เรื่องเศรษฐกิจ การหารายได้ แต่ไม่มีการบริหารจัดการ ไม่มีเรื่องการไม่เอารัดเอาเปรียบเข้าไปแล้ว การพัฒนาก็จะไม่ยั่งยืน นี่คือหัวใจของมูลนิธิมั่นพัฒนา
นอกจากงานด้านการเผยแพร่ความรู้แล้ว มูลนิธิมั่นพัฒนา ยังมีงานด้านการส่งเสริมการวิจัยการพัฒนาชุมชนและชนบทไทย เพื่อให้เกิดการวิจัยด้านการพัฒนาชุมชนโดยเฉพาะ เนื่องจากการวิจัยด้านนี้มักจะไม่ได้รับความสนใจ หรือใส่ใจเท่าที่ควร โดยพื้นที่ที่จะส่งเสริมให้มีการวิจัยนั้น จะเป็นพื้นที่ในโครงการปิดทองหลังพระ เป็นส่วนใหญ่ และรวมพื้นที่อื่นๆ ด้วย
สำหรับ องค์อร เองนั้น เธอบอกว่า การได้ทำงานมูลนิธิถือว่าเป็นโลกใหม่สำหรับเธอ ทำให้ได้เห็น ได้มุมมองใหม่ที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อน โดยเฉพาะการมาจากภาคเอกชนที่มีระบบการทำงานแบบหนึ่ง เมื่อลงพื้นที่และทำงานคล้ายเอ็นจีโอ ทำให้ได้พบความจริงของประเทศหลายเรื่อง
“สิ่งที่เราเคยเข้าใจว่าถูก แต่จริงๆพอเจอชาวบ้าน กลายเป็นว่าเขารู้อยู่แล้วแต่เขาขาดโอกาส ขาดความรู้ เราแค่ไปกระตุ้น หรือให้ความรู้เพิ่มเติม เขาก็เอาไปต่อยอดได้เอง เพราะชาวบ้านจริงๆ เขาเก่ง และมีพลัง”
เธอบอกว่า ณ จุดนี้ เธอพอใจกับการตัดสินใจเออร์ลี่ รีไทร์ จากงานประจำที่ทำอยู่ เพราะมันทำให้เธอสามารถทำงานที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติได้ และยังมีเวลาเพียงพอที่จะดูแลตัวเองให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น รวมทั้งมีเวลาดูแลครอบครัวไปพร้อมกันอีกด้วย







