
อุตสาหกรรมเกษตร ไม่ตอบโจทย์สุขภาพ
“ยิ่งใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชก็ยิ่งต้านทาน” วิฑูรย์บอกว่า นี่เป็นคำกล่าวที่ทำนายว่าอุตสาหกรรมการเกษตร
“ยิ่งใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชก็ยิ่งต้านทาน” วิฑูรย์บอกว่า นี่เป็นคำกล่าวที่ทำนายว่าอุตสาหกรรมการเกษตรหรือเกษตรเชิงเดี่ยวกำลังเผชิญหน้ากับอะไร และปรากฏหลักฐานให้เห็นเรื่อยมา ผู้ที่เรียนเกษตรถูกสอนว่า “มันสำปะหลัง” เป็นพืชในอุดมคติ ทนแล้ง มีฝนก็เติบโต ไร้แมลงกัดกินไม่มีโรค แต่อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้มีเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลังเกิดระบาดขึ้น และเป็นปัญหาใหม่ที่เกษตรกรยุคแรกไม่เคยเจอ
การปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปลูกข้าวซ้ำๆ ต่อเนื่องไม่มีวงจรพืชอื่นที่เป็นเสมือนระบบนิเวศในสมดุลการเกษตร ทำให้เกิดปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดสร้างความเสียหายนับล้านไร่ วัฏจักรเดิมที่เพลี้ยชนิดนี้เคยระบาด 10 ปี/ครั้ง ระบาดระยะสั้นเพียงครั้งเดียว แต่เมื่อมีการใช้ยาฆ่าแมลงปราบและหยุดการระบาดไม่ได้ ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เพลี้ยกระโดดคาดการณ์ได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ การใช้สารเคมีการเกษตรไม่สามารถควบคุมการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ เนื่องจากสารเคมีจะเข้าไปทำลายแมลงที่มีประโยชน์ในนาข้าว อาทิ มวนดูดไข่ มวนจิงโจ้น้ำ ด้วงเต่า ด้วงดิน จิ้งหรีดหนวดยาว ตั๊กแตนหนวดยาว แมลงปอเข็ม แมลงวันตาโต แมงมุมหลายชนิด และแตนเบียน
“เราทุกคนน่าจะสังเกตเห็น การลดทอนของความหลากหลายของพืชพันธุ์ที่เป็นอาหารได้จากรอบตัว ระบบเกษตรแบบเชิงเดี่ยวนั้นนำมาซึ่งการบริโภคแบบเชิงเดี่ยว เราต้องกินอาหารที่ทำมาจากวัตถุดิบไม่กี่อย่าง เช่นเดียวกับสังคมอเมริกัน ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นแหล่งความหลากหลายด้านอาหาร”
“สิ่งที่ตามมาก็คือปัญหาเรื่องสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่อุตสาหกรรมเกษตรตอบโจทย์ไม่ได้ ทางเลือกเดียวที่ตอบโจทย์เรื่องเกษตรและอาหาร คือการเกษตรเชิงนิเวศที่ลงทุนน้อยและได้ผลผลิตที่คุ้มค่ากว่าเกษตรเชิงเดี่ยวที่มีวงจรทำลายตัวเองอย่างชัดเจน การผลิตที่รวดเร็วทำให้ต้องบริโภคเร็วขึ้นและมากขึ้น ประเทศไทยกำลังผลิตอาหารเกินจำนวนประชากรกว่า 50% ขณะที่จำนวนประชากรกำลังลดลง ทั้งหมดเป็นโจทย์การจัดการที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ในวันนี้ และต่อเนื่องไปถึงอนาคตว่าจะรับมืออย่างไร” วิฑูรย์ กล่าว
วิฑูรย์ เป็นตัวแทนภาคประชาชนเคลื่อนไหวคัดค้านร่าง พ.ร.บ.จีเอ็มโอ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบไปเมื่อปลายปี 2558 โดยให้เหตุผลว่าเป็นร่างที่ขาดความชอบธรรม ถูกร่างขึ้นโดยกลุ่มคนที่สนับสนุนพืชจีเอ็มโอ ประกอบไปด้วยหน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่วิจัยเรื่องจีเอ็มโอ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทผู้ได้ประโยชน์ ขาดการนำเอาหลักการป้องกันเอาไว้ก่อน และการคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคมมาใช้
นอกจากนี้ ยังมองว่านั่นเป็นร่างที่เปิดช่องให้มีการทดลองและปลูกพืชจีเอ็มโอ โดยผู้ปลูกไม่ต้องรับผิดชอบกรณีที่เกิดการปนเปื้อน ไม่ต้องทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และให้หน่วยงานระดับกรมมีอำนาจตัดสินใจเบ็ดเสร็จ
เขายังให้เหตุผลด้วยว่า ที่ผ่านมามีทั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงพาณิชย์ ทำหนังสือท้วงติง เพราะจะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดและภาพลักษณ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ในทุกมิติตามไปด้วย
“สิ่งสำคัญเรื่องหนึ่งที่เขียนไว้ใน พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวคือการไม่ต้องรับผิดทางแพ่งกรณีที่การปนเปื้อนเกิดจากเหตุสุดวิสัย ที่ไม่มีใครรู้เลยว่าจะมีการใช้เกณฑ์ไหนกำหนดเรื่องนี้ ตามหลักสากลนั้น พิธีสารความปลอดภัยทางชีวภาพ กำหนดการปนเปื้อนที่เกิดจากเหตุสุดวิสัยไว้สองเรื่อง คือภัยธรรมชาติและภัยสงคราม”
“ควรจะเอาความเสี่ยงต่อภาคเกษตรของเราไปแลกกับอุตสาหกรรมข้ามชาติที่มูลค่าการส่งออกเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโออยู่ที่ 1,500 ล้านบาท แต่อุตสาหกรรมข้าวโพดหวานของเรารายได้นับหมื่นล้าน โดยไม่มีบทลงโทษเลย นี่ไม่ใช่มาตรการป้องกันและเป็นกฎหมายที่มีนัยรองรับการปลูกจีเอ็มโอเชิงพาณิชย์ และการเกษตรยุคจีเอ็มโออาจจะสร้างความเสียหายมากกว่าการเกษตรในยุคปฏิวัติเขียว” วิฑูรย์ ย้ำ







