
นายกฯคนนอก ในรัฐธรรมนูญ 2534
โดย...ไชยันต์ ไชยพร
โดย...ไชยันต์ ไชยพร
รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 201 บัญญัติไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร...ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับรองสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี” ส่วนรัฐธรรมนูญ 2534 มาตรา 195 บัญญัติไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสี่สิบแปดคน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับรองสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี” เมื่อเปรียบเทียบ “นายกรัฐมนตรี” ในรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ จะเห็นได้ว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2534 คนที่ไม่เป็น สส.สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้
หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 22 มี.ค. 2535 อันเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2534 ผลปรากฏว่า พรรคที่ได้อันดับหนึ่งคือ พรรคสามัคคีธรรม (สส. 79 คน) โดยมีณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรค ส่วนพรรคที่สองคือพรรคชาติไทย (74 คน) มี พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ เป็นหัวหน้าพรรค ที่สามคือพรรคความหวังใหม่ (72 คน) มี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นหัวหน้าพรรค แต่เนื่องจากพรรคสามัคคีธรรมไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลโดยลำพังได้เพราะมีเสียงไม่เกินครึ่ง (ที่นั่ง สส.ทั้งสภาคือ 360) จึงต้องจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งในครั้งนั้นมีพรรคต่างๆ อีก 5 พรรค เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่มีปัญหาในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เพราะมีการปล่อยข่าวว่า นายณรงค์เป็นบุคคลต้องห้ามเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อมาได้รับการยืนยันจากโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเสนอชื่อ พล.อ.สุจินดา คราประยูร (หนึ่งในแกนนำการรัฐประหาร 2534) ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
พล.อ.สุจินดาไม่ได้เป็น สส. แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม แต่ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ มีสื่อมวลชนไปสัมภาษณ์ พล.อ.สุจินดา ผู้ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่ง พล.อ.สุจินดาได้ตอบปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การยอมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดาจึงนำมาซึ่งกระแสต่อต้านจากประชาชนจำนวนมาก ทั้งๆ ที่การยอมรับตำแหน่งของ พล.อ.สุจินดามิได้ขัดต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
แม้ว่าจะไม่มีการต่อต้านรัฐประหารเดือน ก.พ. 2534 มาตลอด อันแสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับรัฐประหารครั้งนั้นได้ เพราะรัฐบาลที่ถูกรัฐประหารเป็นรัฐบาลที่มีชื่อฉาวโฉ่ในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นจนได้รับฉายา “บุฟเฟ่ต์คาบิเนต” แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับการไม่รักษาคำพูดและการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร ความขัดแย้งทางการเมืองจึงปะทุขึ้นอย่างรุนแรง โดยฝ่ายต่อต้านมีเหตุผลดังที่ได้กล่าวไป ส่วนฝ่ายรัฐบาลมีเหตุผลว่าพรรคร่วมรัฐบาลอาศัยสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการเสนอชื่อพล.อ.สุจินดา และการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดาก็หาได้ขัดต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
ความขัดแย้งและความรุนแรงในวิกฤตการเมืองครั้งนั้นจึงเกิดขึ้นจากการอ้างหลักการของความถูกต้องชอบธรรมสองแบบ แบบแรกคือ ถูกต้องชอบธรรมตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ อีกแบบหนึ่งคือ ถูกต้องชอบธรรมตามจารีตประเพณี ซึ่งจารีตประเพณีที่ว่านี้แตกออกไปได้เป็นสองแบบย่อย แบบแรกคือจริยธรรมคุณธรรมทั่วไป นั่นคือ ความซื่อสัตย์รักษาคำพูด และแบบที่สองคือ จริยธรรมคุณธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย นั่นคือ การปฏิเสธการสืบทอดอำนาจแม้ว่าการสืบทอดอำนาจนั้นจะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ แต่ปัญหาคือ รัฐธรรมนูญ 2534 ถือกำเนิดขึ้นได้จากการทำรัฐประหาร 2534 โดยคณะ รสช. การต่อสู้กันระหว่างสองฝ่ายจึงรุนแรงเข้มข้น
คำถามที่เกิดขึ้นคือ ทำไมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลไม่เสนอชื่อรองหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับเสนอชื่อ “คนนอกสภา” อย่าง พล.อ.สุจินดา หากตัวหัวหน้าพรรค ณรงค์มีมลทินรองหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม? ซึ่งรองหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมในขณะนั้นได้แก่ สอาด ปิยวรรณ เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์พินิจ จันทรสุรินทร์ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ประชุม รัตนเพียร สุบิน ปิ่นขยัน อาทิตย์ อุไรรัตน์? ขณะเดียวกัน หลายคนคงอยากรู้ว่าหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลคือใครบ้าง? คำตอบคือ พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ (ชาติไทย) มนตรี พงษ์พานิช (กิจสังคม) สมัคร สุนทรเวช (ประชากรไทย) พล.อ.เทียนชัย ศิริสัมพันธ์ (ราษฎร)
เหตุผลที่เป็นไปได้ที่ทำให้ต้องเสนอชื่อ “คนนอก” ได้แก่ หนึ่ง พรรคร่วมรัฐบาลไม่สามารถตกลงกันได้ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับแกนนำของพรรคต่างๆ ที่มาร่วมจัดตั้งรัฐบาล จึงจำเป็นต้องหา “คนนอก” อีกทั้งรัฐธรรมนูญก็ได้เปิดทางไว้ให้อยู่แล้ว สอง การที่รัฐธรรมนูญเปิดทางไว้อยู่แล้ว ก็เพราะว่าได้มีการตกลงกันลับๆ ไว้ล่วงหน้าว่าจะให้ “ใคร” เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะก่อนผลการเลือกตั้งจะปรากฏ ทุกฝ่ายย่อมสามารถประเมิน “กำลังบารมี” ของหัวหน้าพรรค/แกนนำของฝ่ายตนได้อยู่แล้ว และในบรรดาหัวหน้าพรรคการเมืองทั้งหมดในขณะนั้น ผู้ที่มี “กำลังบารมี” มากที่สุดน่าจะได้แก่ พล.อ.ชวลิต ซึ่งเป็นพรรคที่มีคะแนนถึงอันดับสาม แต่ไม่สามารถหาพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะพรรคอันดับหนึ่งและสองจับมือกันได้ไปก่อนแล้ว และถ้าจะว่ากันตาม “จารีต” ก็ควรเปิดโอกาสให้พรรคสามัคคีธรรมเริ่มต้นจัดตั้งรัฐบาลก่อน หากไม่สำเร็จแล้วค่อยถึงตาพรรคที่มีคะแนนรองลงมา
แต่ด้วยผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวกันเองภายในหมู่ สส. หรือเป็นการคุยกันไว้ล่วงหน้าแล้วลับๆ จึงลงเอยด้วยการมี “คนนอก” ในครั้งนั้น แต่สังคมไม่ยอมรับ แต่ครั้งนี้ไม่รู้ว่า จะเป็นอย่างไร? แต่ถ้ากำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าต้องเปิดเผยรายชื่อที่แต่ละพรรคจะเสนอให้เป็น “นายกฯ” ก่อนเลือกตั้ง และมีคนนอกอยู่ในรายชื่อ ก็ไม่ถือว่าลับ และก็อาจจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง หรือไม่เกิดเลย?! เพราะถ้าประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคที่มีรายชื่อ “คนนอก” ก็แปลว่า เสียงส่วนใหญ่ยอมรับให้ “คนนอก” เป็นนายกฯ ได้







