
โตกระฉูด7.5%
...ทีมข่าวการเงิน
เรียกได้ว่าแทงหวยผิดกันไปหมด เพราะเศรษฐกิจในปีนี้เติบโตสูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้
ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศขยับตัวเลขประมาณการจีดีพีปีนี้จาก 4.35.8% เป็น 6.57.5%
เรียกว่าปรับขึ้นทันที 1.7% ซึ่งในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้วถือว่าแรง...งงง...
หลังจีดีพีไตรมาสแรกที่ขยายตัว 12% ไตรมาส 2 จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 7% เฉลี่ยแล้วครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยโตเกือบ 10%
“แรงส่งที่มีในครึ่งปีแรกน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังขยายได้ต่อเนื่อง แม้ว่าจะชะลอลงบ้าง” ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ระบุ
ธปท.ไม่เพียงแต่ปรับประมาณการจีดีพีแล้ว ยังมีการปรับลดความร้อนแรงของตัวเลขเงินเฟ้อลง เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลในการลดค่าครองชีพของรัฐบาล
ไพบูลย์ กล่าวว่า การส่งออกจะขยายตัวได้ต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น
โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในเดือน มิ.ย. 2553 ขยายตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 46.3% โดยเป็นการขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8
ขณะที่ ธปท.คาดว่ามูลค่าการส่งออกในปีนี้จะเติบโตที่ 24.527.5%
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากปัญหาทางการเมือง ก็เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวแล้ว
ไพบูลย์ ระบุว่า การลงทุนภาคเอกชนมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น มีการใช้กำลังการผลิตในระดับสูง บางอุตสาหกรรมใช้เกือบเต็ม 100% ทำให้เริ่มเห็นสัญญาณการขยับเพิ่มการผลิตสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นแล้ว
“การเติบโตจากนี้ไปน่าจะสะท้อนการเติบโตที่เข้มแข็งแล้ว” ไพบูลย์ กล่าว
สิ่งที่ ธปท.เป็นห่วงหลังจากนี้คือ อัตราเงินเฟ้อระยะต่อไปอาจสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และผลกระทบจากภัยแล้งที่จะทำให้ราคาอาหารสดและสินค้าเกษตรสูงขึ้น
ประกอบกับเศรษฐกิจขยายตัวร้อนแรงมากขึ้นในระดับเกิน 7% ได้สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อมากขึ้น แต่การที่รัฐบาลมีมาตรการลดค่าครองชีพ เช่น น้ำไฟรถเมล์ฟรี ออกมา ก็ช่วยลดความดุดันของเงินเฟ้อได้ระดับหนึ่ง
“การที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น การดำเนินนโยบายการเงินหรือการปรับดอกเบี้ยแบบผ่อนคลายจึงมีน้อยลง” ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. ระบุ
ทั้งนี้ สัญญาณแรกของการลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ และการสกัดเงินเฟ้อของ ธปท. คือการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 0.25% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ด้าน เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่า ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของไทยตอนนี้คือการผลิตภาคอุตสาหกรรม จากสินค้าส่งออกหลักๆ เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
สำหรับภาคบริการนั้น แม้โรงแรม ร้านอาหาร จะได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง แต่ภาคบริการอื่นๆ เช่น ขนส่ง และการค้ายังคงขยายตัว
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวอาจแผ่วลงในครึ่งหลังของปีตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อันเนื่องมาจากปัจจัยลบหลายประการ เช่น ความเปราะบางในการฟื้นตัวของการบริโภคภาคครัวเรือนสหรัฐ ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป รวมไปถึงความพยายามของรัฐบาลจีนที่ต้องการลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจลง
“ผมมองว่าโดยเฉลี่ยทั้งปี 2553 จีดีพีของไทยน่าจะขยายตัวได้ราว 67% ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่นับว่าดูดี” เศรษฐพุฒิ ระบุ
เกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย หรือทีทีอาร์ เชื่อว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวได้ 7% ในขณะที่การส่งออกจะขยายตัวอยู่ที่ 1720%
สำหรับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่รัฐบาลยังคงไว้ในหลายจังหวัด ไม่ได้กระทบต่อการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค แต่อาจกระทบต่อจิตวิทยาด้านการท่องเที่ยวบ้าง แต่ก็คงไม่มากนัก
หากตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตได้อย่างที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ ถือว่ารัฐบาล “สอบผ่าน” ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองระอุ







