
รัฐบุรุษกับทรราช
ในการแถลงผลงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเวลา 3 วัน รัฐบาลได้แถลงด้วยว่า ผลการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนในผลงานของรัฐบาล ปรากฏว่า ประชาชนถึงร้อยละ 99 เศษ พึงพอใจ และมีเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 ที่ไม่พอใจ ซึ่งผลที่ได้นับว่าสูงจน “น่าแปลกใจ”
ในการแถลงผลงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเวลา 3 วัน รัฐบาลได้แถลงด้วยว่า ผลการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนในผลงานของรัฐบาล ปรากฏว่า ประชาชนถึงร้อยละ 99 เศษ พึงพอใจ และมีเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 ที่ไม่พอใจ ซึ่งผลที่ได้นับว่าสูงจน “น่าแปลกใจ”
จริงอยู่ เมื่อตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศยึดอำนาจการปกครองเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว ประชาชนจำนวนมากได้แสดงความพอใจ เพราะจะได้เป็นการยุติสภาพการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มการเมือง 2 กลุ่ม ที่ไม่ยอมลดราวาศอกต่อกัน จนประเทศตกอยู่ในหล่มแห่งความขัดแย้ง ไม่สามารถขับเคลื่อนไปทางใดได้ แม้กระทั่งการจัดการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนเกือบทุกคนจะยอมรับการยึดอำนาจในลักษณะนั้น
นอกจากนั้น ตลอดเวลาปีเศษที่ผ่านมา ประเทศไทยก็ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจตามภาวะการซบเซาของเศรษฐกิจโลก และรัฐบาลก็ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ จนในที่สุดก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจเมื่อกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา
สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่พอใจ น่าจะเป็นความสงบของบ้านเมือง ซึ่งในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ต้องตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งอย่างหนักของกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นต่างกัน 2 กลุ่ม
แต่ความสงบที่เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าปัญหาความขัดแย้งได้รับการแก้ไขแล้ว หากแต่กลุ่มการเมืองและกลุ่มความขัดแย้งต้องสงบเสงี่ยม เพราะถูกควบคุมด้วยอำนาจพิเศษของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.
และแม้ว่าการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น จะเป็นหนึ่งในความเพียรพยายามของ คสช.และรัฐบาล แต่วิธีการสร้างความปรองดองของฝ่ายถืออำนาจก็ดูจะมีนิยามที่แตกต่างไปจากกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม
ยามใดที่มีโอกาส กลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามก็จะออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ คสช.และรัฐบาลกำลังดำเนินอยู่ หรือหลายๆ ครั้งก็จะมีการเคลื่อนไหวท้าทายอำนาจพิเศษ
การมีนิยามที่แตกต่างกันในเรื่องของความปรองดอง ก็มีสาเหตุมาจากการมองรากเหง้าของปัญหาที่แตกต่างกัน และตราบใดที่มองปัญหาไปคนละมุม ก็เป็นไปได้ยากที่วิธีการแก้ปัญหาที่กำลังคิดกันอยู่นั้น จะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย
แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะย้ำหลายครั้งว่า จะไม่สืบทอดอำนาจ และทุกอย่างจะดำเนินไปตามโรดแมป สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ทันทีที่ คสช.คืนอำนาจให้กับประชาชน ความขัดแย้งและการเผชิญหน้าก็จะหวนกลับคืนมา
ดังนั้น หาก พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการให้ความขัดแย้งหมดไปจากสังคมไทย ก็จะต้องแก้ไขปัญหาที่รากเหง้าของมัน
ในยามนี้ พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจพิเศษอยู่ในมือ และได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก หากสามารถใช้อำนาจพิเศษนั้นแก้ไขปัญหาที่รากเหง้า จนประเทศกลับคืนสู่ความปรองดองที่แท้จริงได้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะสามารถยืดอกรับความเป็นรัฐบุรุษจากประชาชน
เส้นแบ่งระหว่างรัฐบุรุษกับทรราชนั้น เป็นเพียงเส้นบางๆ เท่านั้น ขึ้นอยู่กับตัว พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะเลือกอย่างไร







