
เช็กทางเลี่ยง-ทางอันตราย กลับบ้านปีใหม่ เที่ยวปลอดภัย
มาตรการที่เกิดขึ้นมาทุกปี เพื่อลด “ความตาย” บนท้องถนน โดยเฉพาะเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ
มาตรการที่เกิดขึ้นมาทุกปี เพื่อลด “ความตาย” บนท้องถนน โดยเฉพาะเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่ประชาชนจะต้องเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาตามถนนสายต่างๆ ทั่วประเทศ ผลของจำนวนรถที่มหาศาล บวกกับความประมาทที่เกิดขึ้น อุบัติเหตุได้คร่าชีวิตและทำลายทรัพย์สิน จึงเกิดขึ้นทุกปีอย่างไม่สิ้นสุด
ปีใหม่ 2559 ที่กำลังจะถึงเช่นกัน จากเดิม 7 วันอันตรายครั้งนี้เปลี่ยนใหม่เป็น “7 วันปลอดภัย” มาตรการเข้มข้นเฝ้าระวังลดอุบัติเหตุบนท้องถนนปีนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค. 2558-4 ม.ค. 2559
แม้ว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบรู้ดีว่าการหยุดยั้งอุบัติเหตุบนท้องถนน และกดตัวเลขผู้เสียชีวิตให้น้อยลงนั้นคงเป็นเรื่องยากหรือไปบังคับให้เกิดไม่ได้ แต่กระนั้น เพื่อความเข้มงวดก็ต้องบังคับผู้ใช้รถใช้ถนนกันต่อไปอย่างแข็งขัน รวมถึงการแจ้งทางเลี่ยงต่างๆ เพราะจำนวนรถที่มากมายเต็มท้องถนน ทำให้การเดินทางมีความล่าช้า
กองบังคับการตำรวจทางหลวง ในฐานะเจ้าภาพหลัก จัดทำแผนรับมือมวลมหารถยนต์พร้อมทั้งวางกำลังร่วมกับพื้นที่แต่ละแห่ง เพื่อเฝ้าระวังตามจุดเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ สำหรับทางเลี่ยงเทศกาลปีใหม่ 2559 มีดังนี้
ภาคเหนือ 1.ใช้ถนนวิภาวดีรังสิต (ทางหลวงหมายเลข 31) หรือใช้ทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ เข้าถนนพหลโยธิน ถึงต่างระดับบางปะอิน เลี้ยวซ้าย เข้าสายเอเชีย (ทางหลวงหมายเลข 32) มุ่งสู่ จ.นครสวรรค์ 2.จากต่างระดับบางใหญ่ เลี้ยวขวาเข้าถนนกาญจนาภิเษก ถึงต่างระดับบางบัวทอง เลี้ยวซ้ายเข้าถนนบางบัวทอง-สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข 340) ผ่าน จ.สุพรรณบุรี ชัยนาท เข้าสายเอเชียที่ อ.มโนรมย์ มุ่งสู่ จ.นครสวรรค์
เส้นทางเลี่ยงการจราจรติดขัด จ.นครสวรรค์ 1.จากต่างระดับอินทร์บุรี เลี้ยวขวา ใช้ทางหลวงหมายเลข 11 ผ่าน อ.ตากฟ้า ท่าตะโก สากเหล็ก ถึงสามแยกวังทอง เลี้ยวซ้าย มุ่งสู่ จ.พิษณุโลก 2.เมื่อถึงแยกเลี่ยงเมืองนครสวรรค์ (กม.331+810 บนทางหลวงหมายเลข 1) เลี้ยวซ้าย ใช้ทางเลี่ยงเมืองนครสวรรค์ (ทางหลวงหมายเลข 122) ถึงสามแยกหนองตะโกเลี้ยวซ้ายไป จ.กำแพงเพชร เลี้ยวขวาไป จ.พิษณุโลก
ภาคอีสาน เส้นทางออกจากกรุงเทพฯ อาจจะติดขัด ตำรวจทางหลวงแนะนำให้เลือกใช้เส้นทางอีก 2 เส้นทาง คือ 1.จากต่างระดับรังสิต ไปตามถนนรังสิต-องครักษ์ (สาย 305) ตรงไป จ.นครนายก เลี้ยวขวาเข้าถนนสุวรรณศร (ทาง หลวงหมายเลข 33) มุ่งสู่ อ.กบินทร์บุรี ถึงสี่แยกกบินทร์บุรี เลี้ยวซ้ายเข้าถนนกบินทร์บุรี-ปักธงชัย (ทางหลวงหมายเลข 304) เพื่อไป จ.นครราชสีมา 2.ใช้ถนนรามอินทรา-สุวินทวงศ์(ทางหลวงหมายเลข 304) ผ่านฉะเชิงเทรา พนมสารคาม กบินทร์บุรี ปักธงชัย เพื่อไปภาคอีสาน
รวมถึงในพื้นที่ จ.สระบุรี ที่จะมีรถมหาศาลอยู่ทุกเทศกาล ให้ใช้ทางเลี่ยงดังนี้ 1.จากแยกเลี่ยงเมืองสระบุรี เลี้ยวขวาเข้าถนนวงแหวนรอบเมืองสระบุรีด้านตะวันออก (ทางหลวงหมายเลข 362) บรรจบถนนมิตรภาพ เลี้ยวขวาเพื่อมุ่งสู่ จ.นครราชสีมา 2.จากแยกเลี่ยงเมืองสระบุรี เลี้ยวขวาเข้าถนนวงแหวนรอบเมืองสระบุรีด้านตะวันตก (ทางหลวงหมายเลข 362) บรรจบทางหลวงหมายเลข 21 มุ่งหน้าไปทาง จ.เพชรบูรณ์ ถึงแยก อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2256 ถึง อ.ด่านขุนทด เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 201 ไป จ.ชัยภูมิ ได้
ภาคใต้ 1.ใช้ถนนธนบุรี-ปากท่อ (ทางหลวงหมายเลข 35 : พระราม 2) เข้าถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) เดินทางสู่ภาคใต้
นอกจากทางเลี่ยงแล้ว ทางอันตรายที่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง กรมทางหลวงประกาศเส้นทางอันตรายทั่วประเทศรวม 101 เส้นทางที่เป็นจุดบอด จุดตาย จุดอันตรายสำหรับประชาชนที่จะเดินทาง โดยเส้นทางส่วนใหญ่เป็นเส้นทางที่ลาดชันจากการขึ้นหรือลงภูเขา โดยมีระยะความลาดชันเกิน 7% และเป็นทางโค้งต่อเนื่องระยะทางตั้งแต่ 3 กิโลเมตรขึ้นไป โดย 101 เส้นทางอันตรายที่ว่ามีรายละเอียดแจ้งไว้ในเว็บไซต์ของกรมทางหลวง ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปดูได้
ด้านตำรวจในพื้นที่ต่างๆ ที่ต้องรับมือกับรถมหาศาลที่เตรียมจะเดินทางนั้น จ.นครราชสีมา จัดตำรวจกว่า 2,000 นาย เข้าประจำตามจุดบริการและจุดเสี่ยงต่างๆ แต่ยังมีจุดที่น่าเป็นห่วง โดย พล.ต.ต.ฐากูร นัทธีศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา กังวลช่วงทางขึ้นเขาถนนมิตรภาพ เขต ต.กลางดง อ.ปากช่อง ต่อเนื่อง มาถึงคลองไผ่ จุดต่างระดับสีคิ้ว อ.สีคิ้ว แต่กระนั้นหากรถสะสมมากก็จะเปิดช่องทางพิเศษเพื่อระบายรถทันที
นอกจากนี้ ในเส้นทางหลวงหมายเลข 304 สายนครราชสีมา-ภาคตะวันออก ก็เป็นจุดที่มีปัญหาด้านการจราจร เนื่องจากขณะนี้อยู่ในการก่อสร้างถนน และจุดสะพานสูงจอหอ อ.เมืองนครราชสีมา ต่อเนื่องไปถึงจุด อ.โนนสูง อ.สีดา จ.นครราชสีมา ก็เป็นจุดที่มีปัญหาด้านการจราจรติดขัดตลอด ตำรวจเตรียมเปิดช่องทางพิเศษไว้แล้ว
ส่วนการบังคับใช้กฎหมาย พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับ การตำรวจทางหลวง กล่าวว่า ต้องใช้มาตรการเข้มข้นอย่างมาก โดยเฉพาะสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากตัวผู้ขับขี่ มาตรการเข้มข้นที่ว่าคือจับปรับผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรตามรูปแบบ 1ร. 2ส. 3ข. 4ม. หรือ 10 รสขม ประกอบด้วย 1.ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด 2.ขับรถย้อนศร 3.ฝ่าฝืนสัญญาณจราจร 4.ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 5.ไม่มีใบขับขี่ 6.แซงในที่คับขัน 7.เมาสุรา 8.ไม่สวมหมวกนิรภัย 9.มอเตอร์ไซค์ไม่ปลอดภัย 10.ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ
“เมาแล้วขับ คือสาเหตุอันดับแรกที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ตำรวจจะให้ความสำคัญสูงสุดเพื่อลดการสูญเสียให้น้อยลง” พล.ต.ต.สมชาย กล่าว







