posttoday
สังคายนาหลักสูตรบริหารระดับสูง ยกเครื่องหรือยกเลิก?

สังคายนาหลักสูตรบริหารระดับสูง ยกเครื่องหรือยกเลิก?

23 ธันวาคม 2558

ผมเห็นประเด็นที่คุณวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยกประเด็นเรียกร้องให้องค์กรอิสระ “ยกเลิกการจัดฝึกอบรมหลักสูตรพิเศษ” หรือ “หลักสูตรในลักษณะการฝึกอบรมนักบริหารระดับสูง” เนื่องจากคุณวิลาศมองว่าหลักสูตรในลักษณะนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ และผู้อบรมก็ไม่ค่อยใส่ใจทุ่มเทในเนื้อหาทางวิชาการ และไม่ได้นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดกับประเทศชาติมากนัก โดยเฉพาะผู้อบรมก็มักจะมุ่งให้ความสนใจจะเดินทางไปดูงานในต่างประเทศ และสนใจการจัดกิจกรรมพิเศษในลักษณะการสร้าง “คอนเนกชั่น” หรือเครือข่ายการติดต่อสัมพันธ์กันนอกห้องเรียนเสียมากกว่า

ผมเห็นประเด็นที่คุณวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยกประเด็นเรียกร้องให้องค์กรอิสระ “ยกเลิกการจัดฝึกอบรมหลักสูตรพิเศษ” หรือ “หลักสูตรในลักษณะการฝึกอบรมนักบริหารระดับสูง” เนื่องจากคุณวิลาศมองว่าหลักสูตรในลักษณะนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ และผู้อบรมก็ไม่ค่อยใส่ใจทุ่มเทในเนื้อหาทางวิชาการ และไม่ได้นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดกับประเทศชาติมากนัก โดยเฉพาะผู้อบรมก็มักจะมุ่งให้ความสนใจจะเดินทางไปดูงานในต่างประเทศ และสนใจการจัดกิจกรรมพิเศษในลักษณะการสร้าง “คอนเนกชั่น” หรือเครือข่ายการติดต่อสัมพันธ์กันนอกห้องเรียนเสียมากกว่า

นอกจากนี้ มีการเปิดเผยว่า บางคนไปเรียนเพื่อหา “คอนเนกชั่น” และฝึกอบรมเดินสายเรียนแบบเวียนเทียน แปลว่า เมื่อจบหลักสูตรนี้ก็จะไปต่ออีกหลักสูตรหนึ่ง จะทำให้ดูเป็นความสำคัญและจำเป็นต้องเรียนผ่านการเรียนหลักสูตรระดับสูงต่างๆ ให้มากที่สุดจะได้ “ดูเท่” มากกว่าประเด็นอื่น ซึ่งองค์กรหรือหน่วยงานที่จัดก็ต้องระวัง ยิ่งเป็นองค์กรอิสระทั้งหลาย ก็ควรจะพิจารณาคัดเลือกคนให้ตรงกับสิ่งที่จะนำไปใช้ประโยชน์ การเอาใจใส่การเรียนในทางวิชาการมากกว่าการสร้าง “คอนเนกชั่น” หรือกลับไปสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ทำให้ไม่มีอิสระ และอาจจะทำให้ถูกมองว่ามีผลประโยชน์ซ้อนทับอยู่ภายในได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปิดประเด็น ก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์และมีการให้ข้อมูลตามมามากมาย โดยเฉพาะการบอกถึงหลักสูตรระดับสูงทั้งหลาย อาทิ หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) และหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCOT) หรือรวมทั้งหลักสูตรอื่นๆ ขององค์กรอิสระและองค์กรอื่นๆ ที่ไม่ระบุไว้ในที่นี้

ผมไม่แน่ใจนักว่า มีการทำวิจัยเกี่ยวกับผู้เข้าอบรมหรือผู้เรียนในหลักสูตรต่างๆ เหล่านี้ไว้บ้างหรือไม่ ถ้ามีการไปสืบค้นจะพบว่า มีหลายคนที่ไปเรียนทั้ง 6 หลักสูตร หรือหลายคนไปเรียนไขว้กัน และไปเรียนคนเดียวหลายๆ หลักสูตร เพื่อไปหา “คอนเนกชั่น” และนอกจากนี้แล้ว บางหลักสูตรนอกจากการเรียนกันอย่างไม่เต็มที่แล้ว ผู้เรียนก็จะเน้นไปที่การจัดกิจกรรมพิเศษต่างๆ เช่น การเรี่ยไรทำกิจกรรม การนัดพบเพื่อจัดเลี้ยงกัน เพื่อเน้นการบันเทิง ซึ่งจะทำให้ภาพพจน์ของหลักสูตรไม่ค่อยสู้จะดีนัก

ผมมีประสบการณ์ตรงทั้งในฐานะผู้เข้ารับการอบรม “ผู้เรียน” ในบางหลักสูตร และในฐานะเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาการทำรายงานประกอบหลักสูตรของนักศึกษาผู้เข้าอบรม มีข้อสังเกตว่า การให้ผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าหน่วยงาน และการกำหนดนักบริหารขององค์กร หน่วยงานต่างๆ หรือแม้กระทั่งการให้โควตานักการเมือง องค์กรภาคเอกชน ผู้บริหารที่เป็นนักธุรกิจ เอกชน รวมทั้งทหาร ตำรวจ ที่มีตำแหน่งสูงๆ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเวลามาเรียน มาเซ็นชื่อ หรือปั๊มลายมือ แล้วก็ออกนอกห้องไป แม้ว่าบางคนจะมาเรียนก็ไม่ได้ใส่ใจเนื้อหาทางวิชาการมากนัก (มักเป็นนักเรียนนอกห้อง)

ยิ่งกว่านี้การทำรายงานประกอบหลักสูตร เห็นว่าบางคนก็มักจะไปจ้างคนอื่นทำ หรือให้ลูกน้อง เลขานุการของตนเองในหน่วยงานทำแทน ผมเคยไปฟังตอนนำเสนอรายงาน พบว่า มีผู้เข้าอบรมสนใจการเสนอรายงานของเพื่อนๆ ที่เรียนหรืออบรมน้อยมาก หรือบางคนที่เสนอรายงานก็มีแต่อาจารย์ที่ปรึกษากับผู้เสนอ รวมทั้งเพื่อนที่คอยกู้หน้าไว้เพียง 2-3 คน เพื่อทำให้มันเสร็จๆ ไปเท่านั้น การเสนอรายงานก็เป็นเพียงพิธีกรรมประกอบในหลักสูตรเท่านั้น จึงย่อมเป็นการยืนยันให้เห็นภาพหลักสูตรต่างๆ ที่องค์กรอิสระและองค์กรต่างๆ ชอบเปิดฝึกอบรมกันว่า ความสนใจในเนื้อหาสาระความรู้ค่อนข้างจะต่ำกว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นประกอบหลักสูตร เช่น การสังสรรค์ การมุ่งดูงานต่างประเทศ มุ่งการสร้าง “คอนเนกชั่น” ในเชิงอุปถัมภ์และระบบพวกพ้อง

บทเรียนรู้ในการเปิดประเด็นวิพากษ์ห้องเรียน “หลักสูตรระดับสูง” หรือ “หลักสูตรคอนเนกชั่น?” ก็คือควรตรวจสอบความซ้ำซ้อนของผู้เรียนหรือผู้อบรม ความซ้ำซ้อนของเนื้อหาสาระของวิชาตามหลักสูตร และที่สำคัญคุณสมบัติของผู้อบรมจะต้องวางเงื่อนไขในการทุ่มเทเวลาเรียน การตั้งใจทำรายงานประกอบหลักสูตรด้วยตนเอง ซึ่งส่วนมากเมื่อได้รับการคัดเลือกเข้ามาเรียนแล้วก็อ้างว่าไม่มีเวลา นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงการสำเร็จหลักสูตรแล้วจะต้องกลับไปเผยแพร่ความรู้ให้กับหน่วยงาน ไปทำโครงการหรือกิจกรรมในหน่วยงาน องค์กร เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติ หรืออาจจะต้องทำอะไรที่ตอบโจทย์ประเทศ

สำหรับประเด็นการใช้ประโยชน์ของผู้อบรม ย่อมมีความสำคัญต่อการตอบโจทย์การพัฒนาองค์กร หน่วยงาน และการช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศ ซึ่งอาจจะต้องมีข้อผูกพันพันธสัญญาระหว่างผู้เรียนหรือผู้อบรม กับหน่วยจัดอบรมว่ากลับไปจะทำอะไร ทำโครงการหรือกิจกรรม หรืออาจจะกลับไปขับเคลื่อนแนวปฏิบัติที่ดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ ซึ่งต้องผ่านการวิจัยประเมินผลให้เห็นชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งก็จะทำให้งบประมาณแผ่นดินที่ให้ไปเพื่อการฝึกอบรมเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง ภาพพจน์ของหลักสูตรทั้งขององค์กรอิสระและองค์กรอื่นๆ จะได้ถูกมองในภาพบวกมากขึ้น หรือมิฉะนั้นก็ควรจะจัดสัมมนาในลักษณะ “สังคายนาหลักสูตรระดับสูงทั้งหมด” เพื่อทบทวนบทเรียนเถอะครับ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน