posttoday
ทางเลือกใหม่ในการเยียวยามะเร็ง

ทางเลือกใหม่ในการเยียวยามะเร็ง

22 ธันวาคม 2558

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

“ทางเลือกใหม่ในการเยียวยามะเร็ง” เป็นชื่อหนังสือแปลเล่มหนึ่งของมูลนิธิโกมลคีมทอง ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อกลางปี 2558 นี้เอง

หนังสือเล่มนี้แปลจาก “Anti Cancer : A New Way of Life” ของ นพ.เดวิดเซอร์แวน-ชไรเบอร์ จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแห่งคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก สหรัฐอเมริกา นพ.เดวิดเป็นมะเร็งที่สมอง ได้รับการรักษาโดยการแพทย์แผนปัจจุบัน คือ การผ่าตัด เคมีบำบัด และรังสีรักษา ต่อมามะเร็งกลับมาใหม่ ต้องทุกข์ทรมานจากการรับการรักษารอบที่ 2 คือการผ่าตัดด้วยการเปิดกะโหลกศีรษะเข้าไปตัดเนื้องอกออก รับเคมีบำบัดรวม 30 เดือน และรังสีรักษา 5 สัปดาห์ แม้จะได้รับการรักษาอย่าง “เต็มที่” ขนาดนั้น ส่วนของก้อนเนื้องอกก็ยังคงเห็นได้ในภาพเอกซเรย์ แต่เขากลับมีสุขภาพดีและแข็งแรงเหมือนนักกีฬา เขาสามารถปั่นจักรยานทุกวัน เล่นกีฬาสควอชเป็นประจำ ต่อมายังสามารถเล่นกระดานโต้คลื่นที่ใช้แรงลมหรือว่าวได้

หลังการบำบัดรักษาเขามีปัญหา คือ เขานอนหลับได้ไม่ดีเท่าก่อน และขีดความสามารถในการทำงานลดลง แต่เขาก็มีความสุข มีสมดุลในชีวิตมากขึ้น จนพูดได้ว่า “อยู่อย่างมีสุขภาพดีกับมะเร็ง” โดยเมื่อเขียนหนังสือเล่มนี้ออกมา เขาอยู่อย่างมีความสุขกับมะเร็งมาแล้วเป็นเวลา 18 ปี ในช่วงวิกฤตแห่งชีวิต เขายังคงไปสอนศิษย์ คือแพทย์ประจำบ้านที่ฝึกอบรมเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะรู้ว่าลูกศิษย์ตั้งตาคอยฟังการสอนของเขา

สิ่งที่ทำให้ นพ.เดวิดมีชีวิตอย่างมีความสุขกับมะเร็งยาวนานกว่า 18 ปี นอกเหนือจากการแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว คือ การแพทย์ทางเลือก ที่เขาศึกษาทั้งจากตำรับตำรา และประสบการณ์ของผู้คนจำนวนมากมาใช้เป็นการแพทย์เสริม (Complimentary medicine) ในการเยียวยาตนเอง

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ปัจจุบันการแพทย์สมัยใหม่(Modern medicine) เป็น “การแพทย์อิงหลักฐาน” (Evidence-based medicine) หนังสือเล่มนี้จึงเขียนขึ้นโดยมีเอกสารอ้างอิงที่เลือกคัดแล้ว รวมถึง 521 รายการ

สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้ คือ ข้อเสนอให้นำการบำบัดรักษาทางเลือกที่ไม่มีอันตราย หรือมีความเสี่ยงต่ำมาก แต่มีประสิทธิผล (Efficacy) หรือผลดีต่อผู้ป่วยมา “เสริม” (Compliment) ในการรักษาเยียวยาผู้ป่วย แม้การบำบัดรักษานั้น จะยังมิได้รับการพิสูจน์ตาม “ขนบ” หรือแบบแผนอันเคร่งครัดของ “การแพทย์อิงหลักฐาน” นั่นคือ ต้องผ่านการศึกษาวิจัยพิสูจน์จนแน่ชัด เช่น การศึกษาวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบ (Randomized Controlled Trial หรือ RCT) ที่ออกแบบอย่างดี ที่ได้ผลชัดเจนทางสถิติ หรือ “การวิเคราะห์อภิมาน” (Meta-analysis) จากการวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาวิจัยที่มีระดับความเชื่อถือได้หลายๆ ชิ้นรวมกัน

นพ.เดวิด เห็นว่า ขนบหรือขั้นตอนเช่นนั้น ทำให้คนไข้ได้ประโยชน์ช้าไป และต้องทุกข์ทรมานจากโรคร้ายโดยพึ่งแต่การแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น นพ.เดวิด ยกตัวอย่างกรณี ดร.แบรี มาร์แชล ที่พบว่า แบคทีเรีย ชื่อ เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) เป็นต้นเหตุของแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 ไม่มีใครยอมเชื่อเขา จนเขาทำการทดลองกับตัวเองด้วยการกินแบคทีเรียเข้าไปปริมาณมากจนเกิดแผลในกระเพาะอาหาร และทำการรักษาหายโดยยาปฏิชีวนะพื้นๆ ราคา ไม่แพง แต่วงการแพทย์ต้องใช้เวลาเกือบ 10 ปีกว่าจะยอมรับ และอีก 10 ปีต่อมา ดร.มาร์แชลก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์

แท้จริงแล้ว หลักการใช้การแพทย์เสริมในการเยียวยาผู้ป่วยมะเร็งมิใช่หลักการใหม่ แต่เดิมการรักษาวัณโรคใช้ยา 1 หรือ 2 ชนิด ซึ่งพบต่อมาว่า ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร ปัจจุบันการรักษาวัณโรค เริ่มต้นด้วยการ “โหม” การรักษาด้วยยาถึง 4 ชนิด โรคเอดส์ก็ได้ผลดีจากการใช้ “สูตรยาค็อกเทล” อย่างน้อย 3 ชนิด “รุม” ต่อสู้กับเชื้อโรค

หลักการที่ไม่ต้องรอการพิสูจน์ “จนแน่ชัด” ก่อนนำมาใช้เยียวยารักษาคนไข้ ก็มีตัวอย่างคลาสสิกจนทำให้เกิดการปฏิรูปใหญ่ในระบบการขึ้นทะเบียนยาทั่วโลก คือ กรณีการนำยาเอแซดทีมาใช้รักษาผู้ป่วยเอดส์ โดยปกติยาทุกชนิดจะรับขึ้นทะเบียนนำมาใช้รักษาโรคได้ จะต้องผ่านการศึกษาวิจัยในคน “ระยะที่ 3” แล้ว แต่เอแซดทีผ่านเพียงระยะที่ 2 เท่านั้น เพราะมีคนเป็นเอดส์รอการรักษานับแสนนับล้าน ถ้าต้องรอให้ศึกษาระยะที่ 3 เสร็จสิ้น จะต้องรอไปอีกราว 2-3 ปี คนไข้จะตายเป็นใบไม้ร่วงไปอีกนับแสน ในที่สุด อย.สหรัฐ ก็ต้องเปลี่ยนขนบประเพณี ยอมขึ้นทะเบียนยาเอแซดที จากผลการศึกษาวิจัยในคนระยะที่ 2 เท่านั้น ซึ่งสามารถช่วยชีวิตคนไข้เอดส์มากมายทั่วโลก

มะเร็งก็เช่นเดียวกัน การแพทย์เสริมที่ นพ.เดวิดนำเสนอ คือ “องค์รวมแห่งลีลาชีวิตและสิ่งแวดล้อม” ซึ่งประกอบด้วยหลักง่ายๆ 3 ประการ คือ การดูแลเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย และการบริหารจิต โดย นพ.เดวิดได้นำเสนอทั้งทฤษฎีและกรณีตัวอย่างของคนที่ได้ผลดีจากสิ่งเหล่านี้

แนวทางการเยียวยารักษาของ นพ.เดวิด ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งไม่ต้องพึ่งพาการรักษาจากการแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น แต่คนไข้จะมีบทบาทสำคัญในการเยียวยารักษาตนเองด้วย

นอกจากเรื่องการเยียวยารักษาแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังตั้งข้อสังเกตถึงสาเหตุของมะเร็ง ที่พบว่า ประเทศเจริญแล้วอย่างสหรัฐมีอัตราการพบมะเร็งหลายชนิดสูงกว่าประชากรในหลายประเทศแถบเอเชียหลายเท่า โดยเชื่อว่าน่าจะเกิดจาก “ลีลาชีวิต” (Lifestyle) ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะการกินอาหารที่มีสารโอเมก้า-6 สูง เป็นต้น นอกจากนี้ยังกล่าวถึงเรื่องของปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจเป็นเหตุของมะเร็ง เช่น แอลกอฮอล์และโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น หนังสือนี้จึงมิใช่เป็นเพียง “ทางเลือกใหม่ในการเยียวยามะเร็ง” เท่านั้น แต่คือ “ทัศนะใหม่เรื่องมะเร็ง” โดยรวม ที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง

ต้องขอบคุณ นพ.ประพจน์ เภตรากาศ ที่หาหนังสือดีๆ ด้านการแพทย์ทางเลือกมาแปลให้คนไทยได้อ่านกัน การแปลหนังสือนี้ต้องใช้อิทธิบาท 4 อย่างครบครัน คือ ต้องมีทั้ง ฉันทะ คือความรัก วิริยะ คือความเพียร จิตตะ คือความเอาใจใส่จดจ่อ และวิมังสา คือหมั่นตรวจตราแก้ไข เพราะหนังสือเช่นนี้มีกำแพงขวางไม่เพียงเรื่องภาษาเท่านั้นแต่ยังมีกำแพงด้านวิชาการและวัฒนธรรมทำให้แปลยากด้วย ขอบคุณคณะผู้แปลทั้ง 4 อีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน