
เก็บภาษีที่ดิน วัดใจรัฐบาล ปฏิรูปเศรษฐกิจ
การปฏิรูปภาษีถือเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญด้านหนึ่งของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย หากการปฏิรูปภาษีไม่สำเร็จ การปฏิรูปเศรษฐกิจของไทยก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้
การปฏิรูปภาษีถือเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญด้านหนึ่งของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย หากการปฏิรูปภาษีไม่สำเร็จ การปฏิรูปเศรษฐกิจของไทยก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้
สาเหตุการปฏิรูปภาษีมีความสำคัญกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ เพราะปัจจุบันการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไม่เพียงพอกับรายจ่ายของประเทศ นอกจากนี้การเก็บภาษียังมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมอยู่มาก ดังนั้นการปฏิรูปภาษีของกระทรวงการคลังจึงมีเป้าหมายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
ตามแผนของกระทรวงการคลังจะมีการสรุปแผนปฏิรูปภาษีให้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง และ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เห็นชอบภายในสิ้นปีนี้ เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต้น
ปีหน้า และจะมีการดำเนินการตามแผนปฏิรูปภาษีตลอดทั้งปีในปีหน้า
การปฏิรูปภาษีที่สำคัญ ได้แก่ การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะเป็นการเก็บภาษีใหม่ กระทบกับคนในวงกว้าง ทั้งผู้มีรายได้น้อย ผู้ที่มีบ้านที่อยู่อาศัย และนายทุนที่ถือครองที่ดินจำนวนมาก จะมีภาระจ่ายภาษีให้กับประเทศมากน้อยตามการถือครองที่ดิน หลังจากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้
เป้าหมายสำคัญของการเก็บภาษีที่ดิน คือ การออก พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาเก็บภาษีแทนกฎหมายเก่า คือ ภาษีโรงเรือน และภาษีที่ดินและที่อยู่อาศัย ซึ่งมีการเก็บภาษีไม่มีประสิทธิภาพ มีข้อยกเว้นจำนวนมาก ทำให้การเก็บภาษีได้น้อยปีละ 5-6 หมื่นล้านบาท แต่กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะทำให้การเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น 3-4 เท่า ซึ่งจะตอบโจทย์เรื่องการเก็บรายได้ให้เพียงพอ
นอกจากนี้ การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพราะผู้ที่มีที่ดินมากต้องเสียภาษีมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีที่ดินว่างเปล่า ไม่มีการใช้ประโยชน์จะโดนเก็บภาษีเป็นทวีคูณ เพื่อให้เกิดการกระจายการใช้ที่ดินมากขึ้น เป็นแนวทางหนึ่งของการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
ก่อนหน้านี้รัฐบาลมีแผนเดินหน้าเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตั้งแต่ต้นปี 2558 และให้มีผลในต้นปี 2559 แต่ปรากฏว่าได้รับการต่อต้านจากผู้ที่จะถูกเก็บภาษีจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่มีบ้านที่อยู่อาศัยจากที่ไม่เคยเสียภาษีต้องมาเสียภาษี โดยเดิมรัฐบาลมีแนวคิดที่จะเก็บภาษีดิน 4 ส่วน ได้แก่ ที่ดินเพื่อทำการเกษตร 0.05% ของราคาประเมิน ที่ดินเพื่ออยู่อาศัย 0.1% หรือ 1 ล้านบาท เสียภาษี 1,000 บาท ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ 0.5% และที่ดินว่างเปล่า 2% ของราคาประเมิน
เมื่อรายละเอียดดังกล่าวออกมา ทำให้คนมีบ้านที่อยู่อาศัยและนายทุนร่ำรวยที่ดินต่อต้านกฎหมายดังกล่าวอย่างมาก ทั้งที่ในส่วนของผู้ที่มีบ้านอยู่อาศัยเสียภาษีต่อปีจำนวนไม่มากนัก สำหรับบ้านที่อยู่อาศัยมีราคาไม่สูง ขณะที่คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ นายทุนรวยที่ดินจะได้รับผลกระทบมากที่สุด และพยายามเข้าหารัฐบาลผลักดันให้ชะลอกฎหมายดังกล่าว จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยอมออกมาเบรกเรื่องการเก็บภาษีที่ดิน พร้อมกับปรับทีมเศรษฐกิจเก่าที่ดำเนินการเรื่องนี้พ้นจากรัฐบาลไป
อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีที่ดินก็ต้องเดินหน้าต่อ เพราะเป็นส่วนสำคัญของการปฏิรูปภาษีของประเทศ เป็นการเก็บภาษีจากทรัพย์สินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการเก็บรายได้ของประเทศให้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้พยายามปรับลดผลกระทบกับผู้ที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุดเพื่อให้กฎหมายนี้เดินหน้าต่อไปได้
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่า จะเสนอให้ รมว.คลัง พิจารณารายละเอียดภาษีที่ดินรอบสุดท้ายในสัปดาห์นี้ เพื่อบรรจุไว้ในแผนการปฏิรูปภาษีของกระทรวงการคลังที่จะเสนอให้รัฐบาลเห็นชอบต้นปีหน้า และให้กฎหมายมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 เป็นต้นไป
สาระสำคัญได้มีการปรับรายละเอียดให้มีความยืดหยุ่นการเก็บภาษีมากขึ้น โดยมีการเก็บภาษีเป็นแบบขั้นบันไดเหมือนกับการเก็บภาษีรายได้บุคคลธรรมดา
รายละเอียดของการเก็บภาษีที่ดินใหม่ มีการแบ่งเป็นเพดานอัตราภาษี 4 ประเภท ได้แก่ ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 0.2% ที่ดินที่อยู่อาศัยอัตรา 0.3% ที่ดินเพื่อการพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม 1% และที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์ในช่วง 1-3 ปีแรก เก็บภาษี 1% ในช่วง 4-6 ปี เก็บเพิ่มเป็น 2% และปีที่ 7 ขึ้นไป เสียภาษี 3% ของราคาประเมิน
ในส่วนของอัตราการเก็บภาษีจริงจะมีการประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งจะเก็บเป็นขั้นบันไดตามราคาประเมิน ในส่วนแรกภาษีที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มูลค่าไม่เกิน 2 ล้านบาทแรก เก็บภาษี 0.01% หรือคิดเป็นเงินภาษีที่ต้องจ่าย 200 บาท/ปี ภาษีที่ดินเพื่ออยู่อาศัย มูลค่าไม่เกิน 2 ล้านบาท เก็บภาษี 0.03% หรือคิดเป็นภาษีที่จ่าย 600 บาท/ปี ไล่ไปจนถึงบ้านที่ราคา 100 ล้านบาทขึ้นไป เก็บภาษี 0.2% หรือคิดเป็นเงินภาษีที่ต้องจ่าย 6.39 หมื่นบาท/ปี
สำหรับภาษีที่ดินเพื่อการพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม มูลค่าไม่เกิน 2 ล้านบาท เก็บภาษี 0.1% หรือคิดเป็นภาษีที่ต้องจ่าย 2,000 บาท/ปี ไปจนถึงมูลค่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 0.6% หรือคิดเป็นภาษีที่ต้องจ่าย 4.35 ล้านบาท/ปี
ทั้งนี้ จะพิจารณาบรรเทาภาระภาษีกรณีที่อยู่อาศัยให้เหลือครึ่งหนึ่งของภาษีที่ต้องชำระเป็นเวลา 3 ปี หากผู้เสียภาษีอยู่อาศัยมาเกิน 15 ปี โดยคลังประเมินว่า การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่นี้ในช่วง 3 ปีแรก จะได้ 8.2 หมื่นล้านบาท และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไปจะเก็บภาษีได้ 9.7 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ภาษีที่ดินจะไปได้ไกลแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่ามีความตั้งใจในการปฏิรูปภาษีและเศรษฐกิจของประเทศแค่ไหน เงื่อนไขการเก็บภาษีใหม่ถือว่ามีการผ่อนปรนมามากแล้ว และยังคงวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ การเก็บภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าในอัตราภาษีที่สูงเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดิน
ที่ผ่านมารัฐบาลมีบทเรียนกับการออกกฎหมายเก็บภาษีมรดก ซึ่งถือเป็นการเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สินตัวแรกของประเทศ เป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่เมื่อกฎหมายสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีการแก้ไขสาระสำคัญของกฎหมาย ทั้งในเรื่องของมูลค่าทรัพย์สินของการรับมรดกในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท ต้องเสียภาษี เป็นส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ต้องเสียภาษี และเปลี่ยนอัตราภาษีจากเดิมอัตราเดียว 10% เป็น 5% ของผู้รับมรดกที่เป็นทายาทโดยสืบสันดาน และ 10% เก็บจากผู้รับมรดกที่ไม่ได้เป็นทายาทโดยสืบสันดานส่งผลให้การเก็บภาษีมรดกเป็นเสือกระดาษออกกฎหมายมาก็เก็บภาษีใครแทบไม่ได้ รัฐบาลทำได้แค่ออกกฎหมายมาได้เป็นแค่สัญลักษณ์ของการลดความเหลื่อมล้ำเท่านั้น
มาถึงการออกกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่เป็นภาษีเก็บจากฐานทรัพย์สินตัวที่สอง มีเป้าหมายทั้งการลดความเหลื่อมล้ำและหารายได้เข้าประเทศ หากรัฐบาลยังเบรกหรือปล่อยให้ภาษีที่ดินแท้งหรือคลอดออกมาเป็นเสือกระดาษอีกรอบ ก็หมายความว่านอกจากรัฐบาลปฏิรูปภาษีไม่สำเร็จแล้ว การปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลก็จะล้มเหลวไปด้วยอย่างหนีไม่พ้นอีกด้วย







