
มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ‘ต้นแบบพอเพียง’
หลังจาก กปปส.จบภารกิจชุมนุมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หลังจาก กปปส.จบภารกิจชุมนุมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย กับบทบาทใหม่ในงานภาคประชาชน ยืนยันกับโพสต์ทูเดย์ ว่า “งานครั้งนี้จะทำในลักษณะสร้างสรรค์ เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน ตามโอกาสที่เราสามารถทำได้”
สุเทพ บอกว่า การจัดตั้งมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ มีความโดดเด่นแปลกกว่าที่อื่น คือ มวลมหาประชาชนเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ของคนเพียง 10 คน 100 คน แต่เป็นมูลนิธิฯของทุกคน ช่วยกันคิด ช่วยกันทำงานให้กับประเทศชาติ ตามกำลังความสามารถด้วยมือประชาชน
สุเทพยกตัวอย่างเช่น อยากเห็นบ้านเมืองมีคนดีศีลธรรมเพื่อเป็นหลักยึดให้กับบ้านเมืองตามหลักอาจารย์พุทธทาสภิกขุ โดยมูลนิธิฯ ชักชวนประชาชนเข้าวัดปฏิบัติธรรมตามสถานที่ต่างๆ ใครมีศรัทธาแก่กล้าก็ไปบวช ปฏิบัติธรรมถือศีลจริงจัง มูลนิธิฯก็รณรงค์ทำต่อเนื่อง โดยปีที่แล้วทำทุกเดือนได้พระ 717 รูป ปีนี้ก็จะทำอีกทุกเดือนที่วัดสวนโมกขพลาราม
สุเทพ บอกด้วยว่า นอกจากประชาชนแล้วยังมีข้าราชการเข้ามาปฏิบัติในโครงการดังกล่าว ส่วนในเรื่องของการดูแลบ้านเมืองในอนาคต มูลนิธิฯ เห็นว่าสังคมประเทศไทยข้างหน้าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมการ ซึ่งเป็นโครงการมาตรการรองรับผู้สูงอายุ
“มูลนิธิฯ เลยทำโครงการขึ้นโดยประชาชน เพราะถ้าผลักให้เป็นภาระรัฐก็ไม่สามารถดูแลทั้งหมดได้ จึงได้จัดทำชุมชนผู้สูงอายุต้นแบบขึ้น โดยจะจัดที่อยู่อาศัยสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับผู้สูงวัย ใช้ชีวิตร่วมกันอยู่อย่างมีความสุข สงบ ตามวิถีทางศาสนาของตน และคนที่อยู่ในชุมชนนี้จะเป็นผู้มีประสบการณ์ ผ่านโลก ผ่านชีวิตมามาก แล้วก็มุ่งหน้าแสวงหาความสงบสุข โดยยึดหลักธรรมะเป็นสรณะ อยู่ในชุมชนนี้ปฏิบัติธรรมทุกวัน ให้เข้าใจถึงแก่นแท้ชีวิต ไม่ต้องนั่งรอวันสุดท้ายด้วยความหวาดวิตก”
ขณะเดียวกัน ก็จะใช้เวลาประสบการณ์ที่มีทำประโยชน์ให้สังคมบ้านเมืองต่อไป เป็นการดำรงชีวิตบั้นปลายอย่างมีศักดิ์ศรีและเกียรติยศ ใครสามารถรับใช้สังคมตรงไหนได้ มูลนิธิฯ จะทำหน้าที่ประสานงานไปดูแลให้ เช่น ใครสอนหนังสือได้ อย่าง ภาษาจีน อังกฤษ วิชาการ ดนตรี ศิลปะ หรือทำอาหาร ก็จะจัดที่ให้ไปสอน เป็นต้น ใครที่ไม่มีความรู้อะไรเลย ก็ทำหน้าที่จัดการบริหารชุมชนตัวเอง ปลูกผัก หญ้า ปลอดสารพิษ หุงหาอาหารดูแลเพื่อนฝูง ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า
“ตอนนี้เราซื้อที่ดินเกาะสมุย เนื้อที่ 20 ไร่เศษ เราจะทำบ้านพัก เป็นชุมชน ทำสังคมบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับผู้สูงอายุต่อไป เราประมาณว่าจัดอย่างนี้ อยู่แบบมีธรรมะ เรียบง่าย สมถะ ค่าใช้จ่ายต่อหัวไม่เกิน 2,000 บาท แล้วมูลนิธิฯ สามารถดูแลได้”
ประธานมูลนิธิฯ กล่าวย้ำว่า ที่สำคัญมากไปกว่านั้น โดยเล็งเห็นว่าบ้านเมืองในอนาคต ประชาชนต้องมีความเข้มแข็งในการเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจ ดังนั้น มวลมหาประชาชนเลยน้อมนำเอาปรัชญาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเสริฐสุดการที่จะดำรงชีวิตของประชาชนในอนาคต พร้อมทั้งจะส่งเสริมชุมชนทั้งหลายศึกษาปฏิบัติตามหลักดังกล่าวจริงจัง
สุเทพ ระบุว่า โดยในเรื่องนี้จะทำด้วยมือประชาชนก่อน ชักชวนมาช่วยกัน ซึ่งมูลนิธิฯ เลือกเอาชุมชนเกาะพะลวย เป็นชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ซึ่งเกาะนี้อยู่ในอ่าวไทย ใกล้กับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง มีประชาชน 200 หลังคาเรือน ประกอบอาชีพเกษตรและประมง มีบ้างที่ประกอบกิจการร้านอาหาร ทำบังกะโล
อย่างไรก็ดี มูลนิธิฯ ได้เข้าไปประชุมร่วมกับประชาชนและตกลงกันว่าจะพัฒนาเกาะนี้เป็นชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงสมบูรณ์แบบ ประชาชน 200 หลังคาเรือน จะรวมตัวจดทะเบียนทำเป็นสหกรณ์ เพื่อประโยชน์สมาชิกทุกคน ยึดหลักพอเพียง และเกาะนี้ใช้พลังงานสะอาดมาจากแสงอาทิตย์และลม ไม่มีมลภาวะ
“เราจะส่งเสริมให้ประชาชนจัดการบริหารชุมชนของตัวเองด้วยการมีส่วนร่วมตัดสินใจ วางแผน เกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษ ผลิตอาหารมีคุณภาพ ส่วนที่ทำประมงก็ทำประมงตามหลักการอนุรักษ์ โดยเราเริ่มทุกอย่างเตรียมการกันแล้ว และมีวิทยากรลงไป เราทำให้เป็นเกาะคนอยากเที่ยวชม ทำถนนรอบเกาะขี่จักรยานได้ อากาศดี อยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติ มีรีสอร์ทของสหกรณ์ และคนบนเกาะจะได้รับอานิสงส์จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว”
สุเทพ บอกว่า ส่วนเรื่องพื้นที่ดำเนินการก็ทำถูกต้องตามกฎหมายหมด เพราะเกาะนี้ครึ่งหนึ่งเป็นอุทยานและครึ่งหนึ่งเป็นที่ราชพัสดุ ซึ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ได้ทำสัญญาเช่ากับกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ถูกต้องไม่มีปัญหา ไม่ต้องกังวลใจอะไร วันข้างหน้าตรงนี้เป็นที่ท่องเที่ยวแสวงหาความสงบ คนมาปฏิบัติธรรม และคนที่นี่จะประพฤติอยู่ในศีลในธรรม ขยันขันแข็ง ปฏิบัติตามเศรษฐกิจพอเพียง และจะทำให้สำเร็จโดยเร็วเพื่อใช้เป็นต้นแบบ
สุเทพ ฉายภาพให้เห็นต่อว่า หลังจากนี้ก็จะเข้าไปร่วมกับเทศบาล อบจ. สร้างเศรษฐกิจพอเพียงในที่อื่นๆ ขณะเดียวกันก็กำลังเจรจาหาที่ประมาณ 500 ไร่ เพื่อให้คนหนุ่มสาวและคนเพิ่งแต่งงาน ไม่มีทรัพย์สมบัติ มรดก แต่มีความศรัทธาในแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมยึดมั่นเศรษฐกิจพอเพียงเป็นวิถีชีวิต โดยจะสร้างชุมชนขึ้นมาใหม่ เป็นของคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมั่นและศรัทธาในหลักการนี้
ขณะเดียวกัน มีโครงการพิเศษที่ทำอยู่เรื่องการศึกษา มูลนิธิฯ ต้องการสนองเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการเห็นการปฏิรูปเรื่องการศึกษา มุ่งมั่นให้การศึกษามีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาส่วนรวม ผลิตคนมีคุณภาพรับใช้สังคมแท้จริง แต่มันไม่ใช่ความเชี่ยวชาญ ความเก่ง ทางวิชาชีพอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งผลิตคนที่จะออกมารับใช้ชาติและมคุณธรรมด้วย
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมาจากแนวทางพุทธศาสนา ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสค้นคว้าไว้ และแสดงธรรมตามที่ต่างๆ หลายหน ว่าการศึกษาไทยไม่สมบูรณ์ เน้นวิชาการ วิชาชีพ แต่ไม่เน้นธรรมะ ถ้าสมบูรณ์ได้ต้องมีเรื่องของการปลูกฝังเรื่องดังกล่าวในใจเยาวชนด้วย มูลนิธิฯ จะทำอย่างนี้ในการปฏิรูปการศึกษาตามอาจารย์พุทธทาส
สุเทพ บอกอย่างภาคภูมิใจว่า ผู้ให้กำเนิดวิทยาลัย คือ พระภาวนาโพธิคุณ เจ้าอาวาสรูปแรกของวัดสวนโมกข์ ซึ่งท่านมีความตั้งใจสืบสานอุดมการณ์อาจารย์พุทธทาส คือ ผลิตเยาวชนคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ คู่คุณธรรม จึงตัดสินใจทำวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ ที่เกาะสมุย และวิทยาลัยนี้จะเป็นแห่งแรก ที่คณะสงฆ์และฆราวาสร่วมกันบริหาร เป็นวิทยาลัยสอนวิชาชีพควบคู่ธรรมะเคร่งครัด
“เราจะสอนวิชาสอดคล้องกับความต้องการของเกาะสมุย เช่น ท่องเที่ยว โรงแรม เลขานุการ คอมพิวเตอร์ ภาษา และการทำอาหาร ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่ตลาดและผู้ประกอบการบนเกาะสมุยต้องการ นักเรียนที่มาเรียนจะเป็นนักเรียนทุน คัดเลือกมา ผู้ปกครองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย มีหอพักมีอาหารให้ แต่มีข้อแม้ คือปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ตื่นเช้าไหว้พระ สวดมนต์ ทำสมาธิ แผ่เมตตา ฟังธรรม ไม่มีไปเกะกะทำอย่างอื่น”
สุเทพ อธิบายว่า ส่วนการเรียนจะเน้นสัปดาห์ละ 4 วัน คือ จันทร์-พฤหัสบดี ส่วน ศุกร์-อาทิตย์ นักศึกษาต้องไปฝึกในสถานประกอบการตามสาขาวิชาที่ได้เรียน โดยร่วมกับภาคเอกชน ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้ดำเนินการทำแล้ว และได้จัดซื้อที่ดินเกาะสมุย 40 กว่าไร่ โดยสถาปนิกกำลังออกแบบและก่อสร้างต้นปีนี้ คาดว่าจะเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกในเดือน พ.ค. ประมาณ 150-200 คน
สุเทพ ยังบอกโปรแกรมพิเศษ ในวันที่ 23-24 พ.ค.นี้ จะจัดงานเปิดตัววิทยาลัย และถือโอกาสส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วย ภายใต้ชื่อ “สมุย เฟสติวัล” โดยจะมีการจัดกิจกรรม เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน กิจกรรมทางศาสนา การแสดงศิลปะ ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคนชาวเกาะ ชาวใต้ มีถนนพิเศษ ฟู้ดสตรีท เอาอาหารดีๆ ของภาคใต้ พร้อมร้านค้าดังๆ ทั้งหลายมาออกบูธ
นอกจากนี้ ยังมีนักร้องดาราศิลปินสาขาต่างๆ ทั้งร้อง ปั้น มาร่วมทำงานศิลปะ เป็นอาร์ตเลน แม้กระทั่งโชว์พระเครื่อง มีกิจกรรมที่จะให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมีส่วนร่วม เช่น ฟุตบอลและวอลเลย์บอลชายหาด แข่งขันงานศิลปะ เล่นกีฬา คอนเสิร์ต จากทุกค่ายตลอด 2 วัน
สุเทพ ยังบอกด้วยว่า ในทะเลมีเรือยอชต์ เรือใบ ตกแต่งพิเศษ เรือข้ามฟาก ซีทรานส์ ก็จะได้เห็นบรรยากาศการเล่นดนตรี แสดงศิลปะ ตั้งแต่บนเรือ แล้วเรือจะให้บริการถึงเที่ยงคืน อำนวยความสะดวกให้กับคนที่ไปเที่ยวและต้องการกลับมานอนสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราชได้
“งานนี้ใหญ่ตั้งใจให้เป็นงานดึงดูดคนไทยและชาวต่างประเทศ โดยจะจัดให้ได้ทุกปี ส่วนรายได้ก็ให้กับวิทยาลัย เพราะจัดการศึกษาฟรี และนอกเหนือจากเรื่องรายได้ คือ เราตั้งใจสนับสนุนการท่องเที่ยว และจะเริ่มทำการประชาสัมพันธ์กลางเดือนนี้เป็นต้นไป ทุกช่องทางการสื่อสาร ซึ่งจะมีกิจกรรมที่ทำให้นักท่องเที่ยวสนใจ มีมวยชกโดยคนต่างประเทศ ให้ชาวต่างประเทศตื่นเต้นกับงานนี้”







