
โดนัลด์ ทรัมป์
ผมอ่านข่าวที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ คือ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ว่าถ้าได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ จะห้ามไม่ให้คนต่างชาติที่นับถือศาสนาอิสลามเข้าประเทศ จนกว่าจะแก้ไขปัญหาการก่อร้ายที่เกิดจากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงได้เสียก่อนแล้ว น่าหวาดเสียวว่าถ้าแกเกิดได้รับเลือกตั้งขึ้นมาจริงๆ อะไรจะเกิดขึ้น เพราะแกจะผิดจะถูกอย่างไร ก็มีคนอเมริกันจำนวนมากให้การสนับสนุน
ผมอ่านข่าวที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ คือ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ว่าถ้าได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ จะห้ามไม่ให้คนต่างชาติที่นับถือศาสนาอิสลามเข้าประเทศ จนกว่าจะแก้ไขปัญหาการก่อร้ายที่เกิดจากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงได้เสียก่อนแล้ว น่าหวาดเสียวว่าถ้าแกเกิดได้รับเลือกตั้งขึ้นมาจริงๆ อะไรจะเกิดขึ้น เพราะแกจะผิดจะถูกอย่างไร ก็มีคนอเมริกันจำนวนมากให้การสนับสนุน
ที่น่าคิดคือทำไมคนอเมริกันที่จัดว่าเป็นคนที่มีการศึกษาถึงให้การสนับสนุนแนวความคิดของทรัมป์ ซึ่งเคยเสนอแนวนโยบายในการหาเสียงให้สร้างรั้วกั้นพรมแดนสหรัฐกับเม็กซิโก และกล่าวหาจีนว่าเป็นคนขโมยงบของคนอเมริกัน เพราะบริษัทใหญ่ๆ ในสหรัฐ มักสั่งผลิตสินค้าในประเทศจีนไม่ผลิตในสหรัฐ
กล่าวคือ แนวความคิดของแกนั้นไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในโลกหรือในสหรัฐ แกจะกล่าวหาว่าคนอื่นหรือประเทศอื่นเป็นผู้ก่อขึ้น และมีนโยบายที่จะตอบโต้อย่างรุนแรงโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาภายหลัง
ผมคิดว่าที่คนอเมริกันโดยเฉพาะคนที่สนับสนุนพรรครีพับลิกันสนับสนุนทรัมป์ เพราะแนวความคิดแบบนี้เข้าใจง่าย และยิ่งกล่าวหาคนอื่นว่าเป็นคนสร้างปัญหา ยิ่งทำให้คนอเมริกันที่คุ้นเคยกับความยิ่งใหญ่ของประเทศในอดีตหรือแม้แต่ในปัจจุบัน โน้มเอียงไปกับแนวความคิดของทรัมป์ ซึ่งเป็นนักการตลาดและนักประชาสัมพันธ์อาชีพได้ง่ายๆ
จะผิดจะถูกอย่างไรคงต้องให้เวลาเป็นเครื่องตัดสิน แต่ที่แน่ๆ คือ ไม่ว่าทรัมป์จะได้รับเลือกตั้งหรือไม่ ความเป็นอเมริกันนิยมของคนอเมริกันจะต้องเพิ่มขึ้น ใครมาเป็นรัฐบาลคงต้องคำนึงถึงความรู้สึกนี้ และนโยบายที่ออกมาหรือวิธีการบริหารประเทศ ก็คงยึดหลักผลประโยชน์ของคนอเมริกันไว้ก่อน
เพราะฉะนั้นจึงไม่แน่ว่า ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวขึ้นจริงตามที่คาด สหรัฐอาจจะไม่เปิดให้ประเทศอื่นเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ได้เหมือนเมื่อก่อน โดยอาจเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่ใช่เกี่ยวกับการเก็บภาษีนำเข้าที่เรียกว่า NON-TARIFF BARRIERS และส่งเสริมให้บริษัทสหรัฐกลับไปตั้งโรงงานผลิตสินค้าในบ้านเพิ่มขึ้นอย่างที่ทำอยู่ ซึ่งในอนาคตมีแรงจูงใจให้บริษัทสหรัฐย้ายฐานการผลิตกลับบ้านยิ่งขึ้น เพราะค่าแรงงานและค่าโสหุ้ยในบางประเทศที่กำลังพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนนั้นเพิ่มขึ้นจนต้นทุนการผลิตสินค้าในต่างประเทศเมื่อรวมค่าขนส่งสินค้าแล้วใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตสินค้าในสหรัฐ
เพราะฉะนั้นโอกาสที่เงินทุนจากสหรัฐจะไหลกลับสู่ประเทศแม่จึงมีความเป็นไปได้สูง โดยปัจจัยทางการเมืองนอกเหนือจากการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินดอลลาร์ขึ้นตั้งแต่กลางเดือน ธ.ค.นี้เป็นต้นไป
ประเทศที่จัดว่ามีเงินทุนสำรองอันดับหนึ่งของโลกอย่างจีนเองยังวิตกกังวลปัญหานี้ เพราะเงินเริ่มไหลออกจากประเทศตั้งแต่ต้นปีนี้ จนถึงสิ้นเดือน ต.ค.ที่แล้วกว่า 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จนมีข่าวว่ารัฐบาลอาจออกมาตรการเก็บภาษีส่งเงินออกนอกประเทศเพื่อชะลอการไหลออกของเงินทุน
ดังนั้น ประเทศเล็กๆ ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลายจึงไม่ค่อยนิ่งนอนใจว่า ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างเงินทุนจะไม่ไหลออกนอกประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เงินทุนสำรองจำนวนมากเป็นเงินทุนระยะสั้นที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นหรือลงทุนในตราสารหนี้ เพราะเจ้าของเงินทุนในสหรัฐหรือประเทศที่พัฒนาแล้วย่อมไม่รอให้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ถ้าไม่รีบถอนเงินทุนที่นำเข้าไปในประเทศเหล่านั้นออกไป ก่อนที่เงินตราของประเทศเหล่านั้นจะลดค่าลงเมื่อเทียบกับเป็นดอลลาร์ ซึ่งคาดกันว่าจะแข็งค่าขึ้นหลังจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ
นอกจากปัญหาการไหลออกของเงินทุนแล้ว สิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่หรือ EMERGING COUNTRIES จะต้องเผชิญคือปัญหาเศรษฐกิจที่จะรัดตัวยิ่งขึ้นเพราะเศรษฐกิจโลกมีปัญหา เดิมนั้นหวังกันว่าถึงจีน ยุโรป ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่รองรับสินค้าจากประเทศเศรษฐกิจใหม่จะมีปัญหา แต่มีโอกาสขยายช่องทางการค้าไปที่สหรัฐเพราะคาดว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวจนธนาคารกลางสามารถปรับอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ฐานปกติ แทนที่จะกดไว้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่ได้ทำไปแล้วในรอบสิบปีที่ผ่านมา
ถ้าฟังทรัมป์พูดและแรงสนับสนุนที่เพิ่มมากขึ้นในกลุ่มผู้เลือกตั้งพรรครรีพับลิกัน เมื่อเขาประกาศว่าจะไม่ให้คนนับถือศาสนาอิสลามเข้าประเทศ จีนขโมยผลงานจากคนอเมริกัน คนเชื้อสายสเปนเป็นคนติดยาเป็นอาชญากรแล้ว โอกาสที่จะแสวงหาช่องทางการขยายการค้าขายกับสหรัฐนั้นไม่น่าจะง่ายเหมือนที่คิด เพราะอย่างน้อยสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นชาตินิยม ความเบื่อหน่ายในความพ่ายแพ้ทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่นในรอบหลายปีที่ผ่านมาจนกลายเป็นประเทศที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว (ถ้าเป็นประเทศอื่นคงต้องขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟไปแล้ว)
เพราะฉะนั้นรัฐบาลสหรัฐชุดต่อไปไม่ว่าจะเป็นรีพับลิกันหรือเดโมแครตจึงจะยิ่งเพิ่มความเข้มงวดกับประเทศที่ไม่ยอมอยู่ในอาณัติหรือเรียกให้สุภาพหน่อยคือไม่เข้ากลุ่มเศรษฐกิจที่สหรัฐมีบทบาทจัดตั้งขึ้น เช่น กลุ่ม TPP หรือ TTIP คือการร่วมกลุ่มเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติกที่สหรัฐต้องการให้เกิดขึ้น ประเทศไหนที่อยู่นอกกลุ่มจะสูญเสียโอกาสในการเข้าไปขุดทองในสหรัฐเพราะถูกกีดกัน ด้วยการจัดเก็บภาษีหรือมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีหลักยิ่งขึ้น ประเทศไหนมีแผลให้เขาซ้ำเติมอยู่แล้ว เช่น การค้ามนุษย์ จะยิ่งเป็นจุดอ่อนให้เขานำมาตรการกีดกันทางการค้ามาใช้ให้เข้มขึ้น
ทั้งหมดที่เขียนมานั้น อยากจะให้เห็นว่า ไม่ว่าใครจะชอบจะเกลียดสหรัฐ แต่ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เศรษฐกิจที่น่าจะเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจโลกให้ก้าวไปข้างหน้าอีกครั้งคงไม่พ้นเศรษฐกิจสหรัฐ เพราะจีน ยุโรป และญี่ปุ่นต่างยังมีปัญหาที่แก้ไม่ตก เอาเป็นว่าถ้าประเทศไหนยังใช้คิวอี แปลว่าประเทศนั้นกำลังมีปัญหาเศรษฐกิจก็แล้วกัน สหรัฐกำลังจะออกจากคิวอี แต่ประเทศที่ว่ามากำลังจะขยายมาตรการคิวอี เพราะฉะนั้นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จึงต้องพยายามหาทางที่จะเข้าไปขุดทองในสหรัฐ เพราะเป็นจุดสว่างแห่งเดียวของเศรษฐกิจโลกในยามนี้ ใครช้า อดครับ







