posttoday
กานต์ ตระกูลฮุน ปฏิรูปองค์กรด้วยนวัตกรรม

กานต์ ตระกูลฮุน ปฏิรูปองค์กรด้วยนวัตกรรม

13 ธันวาคม 2558

หากนับเวลาถอยหลังอีกประมาณครึ่งเดือนที่ กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย

โดย...โชคชัย สีนิลแท้

หากนับเวลาถอยหลังอีกประมาณครึ่งเดือนที่ กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี จะนั่งบริหารองค์กรเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 100 ปี แห่งนี้ ก่อนที่เขาจะต้องเกษียณในตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของเอสซีจีที่บริหารงานมานาน 10 ปี  โดยมี รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส เข้ามารับไม้ต่อ หลังจากนั้นเขาจะไปนั่งเป็นประธานที่ปรึกษาฝ่ายจัดการ เอสซีจี แทน  

ภาพของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ในวันที่ กานต์ ตระกูลฮุน เดินเข้ามา และในวันที่เขากำลังจะเดินจากไปในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่นั้น แตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง จากเดิมเป็นบริษัทผลิตปูนซีเมนต์เป็นหลัก รูปแบบการทำธุรกิจยังเป็นแบบโปรดักต์ เอาต์ คือส่งของออกไปขาย แทบไม่มีการทำการตลาด หรือทำตลาดแต่ก็น้อยมาก มีผู้แทนจำหน่ายแต่รูปแบบยังเป็นแบบดั้งเดิม

แต่ปัจจุบันกลุ่มเคมีคอลส์กลายเป็นขาธุรกิจที่ใหญ่กว่าปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง และยังมีธุรกิจกระดาษและบรรจุภัณฑ์เพิ่มเข้ามา จากวันแรกที่เข้ามาทำงานเอสซีจีหรือซิเมนต์ไทยในยุคนั้น มีมูลค่าสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 3,000-4,000 ล้านบาท ณ เวลานี้สินทรัพย์ของเอสซีจีมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท เติบโตไม่ต่ำกว่า 100 เท่า เมื่อเทียบกับวันที่กานต์เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งวิศวกรผู้ช่วย ขณะที่เอสซีจีได้ก้าวสู่การลงทุนในระดับภูมิภาคอาเซียน และการปฏิรูปสู่องค์กรนวัตกรรม ซึ่งกานต์มีบทบาทอย่างสูงในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

กานต์ ย้ำว่า ปูนซิเมนต์ไทยหรือเอสซีจีไม่ใช่เป็นองค์กรในรูปแบบวันแมนโชว์ แต่ทำงานไปด้วยกัน ซึ่งทีมเวิร์กมีส่วนสำคัญมาก และต้องมีการวางแผนที่ดีไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการขยายลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน ไปจนถึงการพัฒนาทางด้านนวัตกรรมเพื่อสร้างสินค้ามูลค่าเพิ่ม หรือ High Value Added Products and Services (HVA) ซึ่งทั้งสองแนวทางได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเอสซีจีในอนาคต

จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปไปสู่องค์กรนวัตกรรมเริ่มจากปี 2544 มีการประชุมกันว่าทิศทางของบริษัทในอนาคตจะเดินไปในทิศทางใด ซึ่งได้ข้อสรุปว่าอนาคตตลาดอาเซียนจะมาแน่ และเอสซีจีกำหนดกลยุทธ์จะต้องเข้าไปปักหมุดลงทุนในภูมิภาค รวมถึงเดินหน้าทางด้านนวัตกรรม ซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีใครพูดถึงประเทศเวียดนามและเมียนมาเลย แต่ ณ วันนี้ ทั้งสองประเทศถือเป็นประเทศเกิดใหม่ที่ต้องจับตามอง

ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ต่อไปสินค้าของไทยจะแข่งขันด้วยราคาสินค้าต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เนื่องจากต้นทุนสู้ไม่ได้ จำเป็นต้องยกระดับสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งบอร์ดผู้บริหารหลายท่านก็เห็นด้วย จึงเริ่มลงทุนเรื่องการวิจัยและพัฒนาสินค้า (Research & Development : R&D) ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา เพื่อต่อยอดสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรม

ในปี 2547 เอสซีจีใช้งบประมาณค่อนข้างน้อย เริ่มจาก 40 ล้านบาท ทำให้มีรายได้จากสินค้า HVA คิดเป็น 4% ปี 2550 ใช้งบ R&D 370 ล้านบาท มีรายได้จากสินค้า HVA คิดเป็น 17% ปี 2557 ที่ผ่านมาใช้งบประมาณ 2,700 ล้านบาท มีรายได้จากสินค้า HVA คิดเป็น 35% ส่วนในปี 2558ใน 9 เดือนแรกมีรายได้จากสินค้า HVA ในสัดส่วน 37% จากการใช้งบ R&D กว่า 5,000 ล้านบาท

สำหรับในช่วงปี 2559-2560 ได้เตรียมงบสำหรับ R&D ไว้ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นปี 2559 จำนวน 6,700 ล้านบาท และปี 2560 จำนวน 8,300 ล้านบาท มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากสินค้า HVA 50% ของรายได้รวม ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้านับเฉพาะประเทศไทยสินค้า HVA มีสัดส่วนรายได้เกิน 70% ไปแล้ว แต่เนื่องจากการขยายตลาดไปในภูมิภาคอาเซียนยังมีสินค้า HVA น้อยมาก จึงทำให้สัดส่วนโดยรวมนั้นลดลง

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการพัฒนาสินค้านวัตกรรมนั้น ต้องมีองค์กรประกอบ 3 ส่วน ที่สำคัญ ได้แก่ Products Innovation, Process Innovation และ Business Innovation ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าเป็นการพัฒนาทางด้านนวัตกรรมที่สมบูรณ์ไม่ได้ และต้องพิสูจน์ได้ว่านวัตกรรมนั้นสามารถก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

กานต์ ยกตัวอย่างว่า ในบริษัทได้ส่งเสริมให้คนคิดในเรื่องนวัตกรรมที่ไม่ใช่แค่ไอเดีย แต่ต้องนำไปใช้ได้จริงๆ เช่น ถ้าเป็นสินค้า HVA จะสามารถเพิ่มมูลค่าได้เท่าไร หรือถ้าเป็นนวัตกรรมด้านการผลิต จะต้องลดต้นทุนได้เท่าไร ต้องให้เห็นผลลัพธ์ตรงนี้ก่อนจึงจะเอามาประกวดกัน สำหรับสินค้า HVA นั้น จะต้องมีมูลค่ามากกว่าสินค้าในรูปแบบเดิมอย่างน้อย 5-10% และยังมีกำหนดระยะเวลาที่อยู่ในตลาด เช่น ถ้าเป็นสินค้า HVA ที่มาจากการออกแบบ บริษัทให้เวลา 2 ปี เนื่องจากคุณค่าของสินค้ามีเวลาอยู่ได้เท่านั้น เพราะคนอื่นสามารถลอกเลียนแบบได้ แต่หากเป็นสินค้านวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจะให้เวลาอยู่ในตลาด 5 ปี เป็นต้น

ในช่วงเวลานี้รัฐบาลได้มีแนวทางที่จะส่งเสริมให้ภาคเอกชนหันมาลงทุนเรื่อง R&D มากยิ่งขึ้น ซึ่งกานต์มองว่าเรื่องของ R&D เป็นวิถีทางเดียวของประเทศไทยที่จะช่วยให้อยู่รอดได้ โดย R&D จะช่วยในเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา เรายังให้ความสำคัญกับเรื่อง R&D น้อยมาก มีการลงทุนในเรื่องนี้เพียง 0.2% ของตัวเลขจีดีพี ไม่ว่าเศรษฐกิจไทยจะขึ้นหรือลง การลงทุน R&D ก็อยู่เท่านี้มาตลอด

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การลงทุน R&D เริ่มมีการปรับขึ้น โดยขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 0.4% ของจีดีพี เป้าหมายของรัฐบาลคือต้องการให้มีการลงทุนด้าน R&D ประมาณ 1% ในปี 2559 แม้ว่าจะเป็นไปได้ยาก แต่รัฐบาลได้พยายามผลักดันแนวทางต่างๆ ออกมา แม้เรื่องนี้เราจะช้าไปบ้าง แต่ตอนนี้ถือว่าเราอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องแล้ว

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร