
ทำไมกาต่างกัน
ได้เขียนถึงระบบสัดส่วนแบบอื่นๆ มาพอสังเขปมาบ้างแล้ว แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดเชิงลึกแต่ละประเทศ เช่น เยอรมนี ฮังการี เป็นต้น
โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก
ได้เขียนถึงระบบสัดส่วนแบบอื่นๆ มาพอสังเขปมาบ้างแล้ว แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดเชิงลึกแต่ละประเทศ เช่น เยอรมนี ฮังการี เป็นต้น
ที่จริงความแตกต่างในเชิงลึกก็มีความสำคัญที่ทำให้ระบบสัดส่วนผสมที่ได้ถูกนำไปใช้ในแต่ละประเทศส่งผลที่แตกต่างกัน เช่น เม็กซิโกและอิตาลี ที่ให้พรรคต่างๆ สามารถส่งผู้สมัครร่วมกันในส่วนของระบบเขต และสามารถจะแบ่งคะแนนให้กันได้ในระบบบัญชีรายชื่อ
แม้จะมีความเหมือนกันในเรื่องของการร่วมกันแข่ง แบ่งคะแนนกัน แต่ข้อกำหนดอื่นทำให้ระบบของเม็กซิโกจำกัดไม่ให้บรรดาพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด ได้คะแนนมากเกินไป แต่ระบบของอิตาลีต้องการให้บรรดาพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดได้จัดสรรเป็นเสียงข้างมากในสภา
นอกจากรายละเอียดอื่นๆ แล้ว ระบบสัดส่วนผสมมีสิ่งที่น่าสนใจที่น่าศึกษาสำหรับไทย คือ จำนวนครั้งการกา และเหตุที่ออกแบบเช่นนั้น ซึ่งได้เขียนเรื่องการกาตั้งแต่ครั้งหนึ่งไปจนถึงสามครั้ง
การกาสองครั้ง คือ กาครั้งที่หนึ่ง เป็นระบบเขต กาครั้งที่สอง เป็นระบบบัญชีรายชื่อ เมื่อครั้งยังใช้ระบบเสียงข้างมากผสมได้กาลักษณะเช่นนี้ คือ เลือกเขต เลือกคน หนึ่งใบ เลือกบัญชี และเลือกพรรค อีกหนึ่งใบ
หลายคนก็บอกว่าเลือกเช่นนี้จนเข้าใจกันดีแล้วว่าเพราะเหตุใดจึงกาสองครั้ง แต่เมื่อเปลี่ยนเข้าสู่ระบบที่มีความเป็นสัดส่วน ก็ต้องคิดกันใหม่เช่นกันว่าการกากี่ครั้ง จึงจะเหมาะสมกับการออกแบบใหม่ และประชาชนจะได้อะไรจากการกำหนดเช่นนั้น
หากจะไล่เรียงไปจากการกาหนึ่งครั้งจนถึงสามครั้ง จะเห็นได้ว่าหากมองผิวเผิน การได้กาสามครั้งให้สิทธิประชาชนมากที่สุด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องพิจารณาให้ดี เพราะการเลือกคน และเลือกพรรค กลายเป็นสิ่งที่ผูกโยงกันโดยตรง
ส่วนการกาสามครั้งนั้นในส่วนของระบบเขตอาจจะสบายๆ หน่อย ส่งคนที่คิดว่าน่าจะทำคะแนนได้ดีในเขตลงไป แต่ในระบบบัญชีรายชื่อ เมื่อกาไปเป็นครั้งที่สองเพื่อเลือกพรรคแล้ว
การกาครั้งที่สามจะสำคัญ เมื่อครั้งที่สองผ่านไป ยังไงพรรคก็ได้แล้ว คราวนี้จะเป็นเรื่องของคนแต่ละคนที่อยู่ในบัญชี พื้นที่ไม่พอถกแล้ว ขอยกไปเขียนต่อฉบับหนัา







