
รื้อยุทธศาสตร์
รายงานจากบริษัท บริดจสโตน ยักษ์วงการผลิตรถยนต์ของโลก ระบุว่า บริษัทหันมาใช้ต้นหญ้า Guayule เป็นวัตถุดิบในการผลิตยางรถยนต์แทนยางพารา เพราะมีต้นทุนต่ำกว่ายางพารา และใช้เวลาปลูกเพียง 3 ปี ก็สามารถให้น้ำยางได้ โดยบริดจสโตนจะเริ่มใช้วัตถุดิบนี้ในปี 2563 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า และมีแผนจะใช้ทดแทนยางพารา 100% ภายในปี 2593 หรืออีกกว่า 30 ปี
รายงานจากบริษัท บริดจสโตน ยักษ์วงการผลิตรถยนต์ของโลก ระบุว่า บริษัทหันมาใช้ต้นหญ้า Guayule เป็นวัตถุดิบในการผลิตยางรถยนต์แทนยางพารา เพราะมีต้นทุนต่ำกว่ายางพารา และใช้เวลาปลูกเพียง 3 ปี ก็สามารถให้น้ำยางได้ โดยบริดจสโตนจะเริ่มใช้วัตถุดิบนี้ในปี 2563 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า และมีแผนจะใช้ทดแทนยางพารา 100% ภายในปี 2593 หรืออีกกว่า 30 ปี
สัญญาณที่ส่งออกมาดังกล่าว จะว่าไปก่อนหน้านี้บริษัทผลิตยางรถยนต์ก็ประกาศออกมาเป็นระยะๆ อยู่แล้วว่า ได้ทุ่มงบวิจัยและพัฒนาหญ้า Guayule อย่างจริงจัง มีการทดลองปลูก ทดลองปรับปรุงน้ำยางที่ได้ จนล่าสุดเอกชนมั่นใจว่าประสิทธิภาพของน้ำยางที่ได้สามารถทดแทนน้ำยางพารา ที่สำคัญต้นทุนถูกกว่าและใช้เวลาปลูกน้อยกว่าต้นยางที่ต้องใช้เวลาปลูก 5-7 ปี ถึงจะเริ่มกรีดน้ำยางได้ และมีระยะเวลาในการให้น้ำยางพอคุ้มแค่ 25-30 ปี
จากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอีก 5 ปีดังกล่าว จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐควรจะต้องเร่งวางยุทธศาสตร์แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ เพื่อไม่ให้ปัญหาขยายใหญ่มากขึ้น หากชาวสวนยางบางส่วนที่ยังไม่รู้เรื่อง ก็อาจจะลงทุนปลูกยางต้นใหม่ ซึ่งกว่าจะสามารถกรีดน้ำยางได้ ต้องรออีก 5-7 ปี ซึ่งตรงกับที่ผู้ผลิตยางรถยนต์จะหันไปใช้วัตถุดิบจากหญ้า Guayule ที่ต้นทุนถูกกว่า
นอกจากนั้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวไปอีกนาน สินค้าโภคภัณฑ์ราคายังตกต่ำ รวมทั้งยางพารา ซึ่งรัฐบาลเตรียมจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อของบอีก 5,000 ล้านบาท เพื่อไปใช้ในโครงการส่งเสริมเกษตรกรสวนยางปรับเปลี่ยนอาชีพหรือทำอาชีพเสริมเพิ่มเติม จากที่ก่อนหน้านี้ ครม.มีมติอนุมัติงบในโครงการนี้ไปแล้ว 1 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น เมื่อรัฐบาลจะใช้งบประมาณปรับเปลี่ยนชาวสวนยางแล้ว ก็ควรจะปรับเปลี่ยนหรือหาอาชีพเสริมที่สอดรับกับยุทธศาสตร์ของชาติ และควรจะวางเป็นภาพรวมของผลผลิตทางการเกษตรทั้งประเทศ ตามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการวางยุทธศาสตร์ มีการสำรวจข้อมูล มีการกำหนดแผนปฏิบัติการต่างๆ ไว้
ตามยุทธศาสตร์พัฒนาการเกษตรของประเทศ มีการลงพื้นที่ไปสำรวจสภาพภูมิประเทศในการเพาะปลูก สำรวจดิน สำรวจน้ำ สำรวจสภาพอากาศ แสงแดด ว่าแต่ละพื้นที่เหมาะสมที่จะปลูกพืชผลประเภทใด ถึงจะให้ประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตต่อไร่มากที่สุด แต่ที่ผ่านมา ไม่สามารถแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชผลที่เหมาะกับพื้นที่ เหมาะกับความต้องการของตลาด เพราะมีความซับซ้อนของผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้องมากมาย
ตั้งแต่ผลประโยชน์ธุรกิจ ประโยชน์การเมือง ที่พืชเศรษฐกิจแต่ละประเภท เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา น้ำมันปาล์ม ส่วนใหญ่จะเป็นฐานเสียงของพรรคการเมือง หรือฐานทางธุรกิจของกลุ่มทุนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการเมือง มีการอาศัยเกษตรมาเล่นเกมการเมือง ทำให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ก่อม็อบมาล้มรัฐบาลเป็นวงจรอุบาทว์
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงถึงเวลาที่รัฐบาลซึ่งเกี่ยวพันกับการเมืองน้อย จะวางยุทธศาสตร์เกษตรของชาติเพื่อยุติวงจรอุบาทว์ดังกล่าวที่ต้นตอ







