posttoday
สุเทพ น้อยไพโรจน์ ลั่นกู้ ‘วิกฤตศรัทธา’ กรมชลฯ

สุเทพ น้อยไพโรจน์ ลั่นกู้ ‘วิกฤตศรัทธา’ กรมชลฯ

06 ธันวาคม 2558

หลังมหาอุทกภัย พ.ศ. 2554 กรมชลประทานได้ทั้งเลือดและน้ำตากลับมา เพราะคนทั้งประเทศเทใจ

โดย...สิทธิณี ห่วงนาค

หลังมหาอุทกภัย พ.ศ. 2554 กรมชลประทานได้ทั้งเลือดและน้ำตากลับมา เพราะคนทั้งประเทศเทใจ เชื่อว่าเป็นผลมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของกรมชลประทาน

สุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทานคนใหม่ ในฐานะที่อยู่ในวิกฤตดังกล่าว และปัจจุบันกลับมาอยู่ในภาวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตที่ตรงกันข้ามกันสุดขั้ว คือ “แล้งมหาวินาศ” ผู้นำคนนี้จึงขอใช้สถานการณ์พลิกฟื้นวิกฤต เพื่อเรียกศรัทธาประชาชนคืนกลับมาสู่กรมชลประทาน

สุเทพ กล่าวว่า จะขออาสาเข้ามาใช้เวลา 1 ปี ในการกอบกู้ชื่อเสียงของกรมชลประทาน และทำให้ประชาชนกลับมาเชื่อมั่นในศักยภาพของหน่วยงาน โดยจะใช้หลักวิชาการชลประทาน บริหารสถานการณ์ภัยแล้งที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์ โดยที่ประชาชนทุกภาคส่วนจะสามารถผ่านสถานการณ์ไปได้ด้วยดีทุกฝ่าย เพื่อเป็นการตอกย้ำว่า การบริหารน้ำของกรมชลประทาน โดยอาศัยหลักวิชาการชลประทานคือความถูกต้อง และจะได้รับความเชื่อถือเหมือนกับศาสตร์วิชาการอื่น

“เป็นภาระในใจเหนือสิ่งอื่นใด ที่ผมต้องการทำให้สำเร็จ คือการเรียกคืนศรัทธาของประชาชนกลับมา ซึ่งในวิกฤตมหาอุทกภัย 2554 ขณะนั้น ผมเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน และอยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหา ทำให้เห็น เรียนรู้ และเข้าใจสถานการณ์ และเรียนรู้การบริหาร ท่ามกลางการกำหนดโดยฝ่ายนโยบายว่าเป็นอย่างไร”

ผู้บริหารสูงสุดของกรมชลประทาน บอกว่า สถานการณ์ในช่วงมหาอุทกภัยปี 2554 กลายเป็นประสบการณ์สำคัญที่ต้องจำจนตาย ว่า การวิเคราะห์สถานการณ์ล่วงหน้า การวางแผนการจัดการ การวิเคราะห์สถานการณ์ ต้องมองไปข้างหน้าเป็นสำคัญว่า หากทำอะไร กระทบอะไร ไม่ทำอะไร จะกระทบกับอะไรมาประกอบด้วย  เพราะการตัดสินใจบางครั้งแม้ถูกต้องแต่ช้าเกินไปบางขณะ อาจทำให้เกิดผลกระทบที่คาดไม่ถึงได้

“บางครั้งการแก้ไขอาจไม่เท่าทันกับสถานการณ์ ดังนั้นการยืนหยัดการบริหารจัดการน้ำตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง ผมเชื่อว่าจะเป็นหลักสำคัญที่จะสามารถพาประเทศฝ่าวิกฤตได้ ฉะนั้นผมจะขอใช้ประสบการณ์ในขณะนั้นมาปรับใช้กับการบริหารวิกฤตภัยแล้ง ซึ่งเชื่อว่าเมื่อยึดมั่นในวิชาการ กรมชลฯ จะพาคนไทยผ่านวิกฤตนี้ไปได้”

สำหรับการบริหารจัดการน้ำที่เขาจะวางไว้เป็นอย่างไรนั้น อธิบดีกรมชลฯ ผู้นี้แจกแจงว่า ทั้งหมดอยู่ที่การวิเคราะห์สถานการณ์ที่ต้องอ่านให้ออก และยืนยันหลักวิชาการให้ได้ ที่สำคัญคือการบริหารน้ำ กรณีน้ำมากต้องเร่งให้น้ำลงทะเลเร็วที่สุดผ่านทางหลักที่มี ส่วนทุ่ง แก้มลิง เอาเป็นเครื่องมือเสริม จะหน่วงน้ำ ชะลอน้ำ หรือใช้สลับการจราจร ทั้งหมดอยู่ที่สถานการณ์ แต่หากจะมีสิ่งใดมาทำให้ผิดเพี้ยน มองข้างหน้าแล้วเสียหายแน่ จะต้องไม่ยินยอมและยืนหยัดให้ได้

ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้น สุเทพ มองว่า ภาวะความแปรปรวนของสภาพอากาศทำให้รูปแบบของการเกิดฝนหรือภัยแล้งรุนแรงกว่าปกติ สิ่งสำคัญมากคือสร้างองค์ความรู้ให้ประชาชน เรียนรู้การอยู่กับภาวะน้ำท่วม ฝนแล้ง และการเรียนรู้ในการปรับตัวให้สอดคล้องกับให้รู้จักน้ำขึ้น น้ำลง รู้จักน้ำหลาก รู้ธรรมชาติของน้ำ

“คนลุ่มภาคกลาง ลุ่มเจ้าพระยา ต้องรู้จักคลองโผงเผง จ.อ่างทอง ว่าเป็นที่ลุ่มต่ำนอกคันคลองชลประทาน น้ำมานิดเดียวก็ท่วม ขณะเดียวกันเป็นจุดสังเกตในการเตรียมรับมือน้ำหลาก ไม่ใช่ตกใจและตั้งโจทย์ว่า ประเทศไทย พื้นที่ไหนก็น้ำท่วมไม่ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด น้ำหลาก น้ำท่วม เกิดได้ แต่ทำอย่างไรไม่ให้เดือดร้อน ให้ทุกฝ่ายผ่านพ้นสถานการณ์ได้ และเมื่อแล้ง การร่วมมือกันในการเคารพกติกาการใช้น้ำเพื่อทุกภาคส่วน เหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องร่วมกันสร้าง และเมื่อประชาชนเรียนรู้ ต่อการบริหารที่ผิดเพี้ยน ประชาชนจะมองออกและช่วยขนาบรัฐ”

สุเทพ มองว่า ผลของสองวิกฤตทำให้คนไทยเริ่มเรียนรู้มากขึ้น แม้บางกลุ่มยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แต่เชื่อว่าสถานการณ์ภัยแล้งปี 2558/2559 นี้ จะเป็นบทเรียนสำคัญที่จะทำให้คนในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาลุกขึ้นมาปรับปรุงการใช้น้ำของตัวเอง เหมือนกับการเซตระบบการใช้น้ำใหม่ โดยเฉพาะเกษตรกรที่จะต้องหันมาทดลองปลูกพืชใช้น้ำน้อย รู้จักการพักนาเหมือนในอดีต ที่ทำนาปีละ 1 หรือ 2 ครั้ง เพื่อพักดิน บำรุงดิน ซึ่งมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจยากที่สุดสำหรับรัฐกับประชาชน แต่ก็ต้องทำ

“ที่ผ่านมาตลอดอายุรับราชการ การทำงานผมไม่เคยคิดว่ามีปัญหาและมีอุปสรรค แต่ยอมรับว่า การพูดคุยกับเกษตรกรในครั้งนี้ที่ขอให้ลดการทำนา และไปปลูกพืชน้ำน้อย เป็นการพูดคุยและขอร้องที่ยากจริงๆ เพราะอะไร ก็เพราะว่าทุกคนอยากมีรายได้ตลอดเวลา ประกอบกับตลอดช่วงเวลา 8-9 ปีที่ผ่านมา อยากปลูกได้ปลูก อยากขายได้ขาย พอมาถึงวิกฤตใน 1 ปีที่ผ่านมา ปี 2558 เรียกว่าเขาแทบไม่ได้ปลูกข้าว เพราะเราไปขอร้องครั้งนี้ยิ่งยากเป็นทวีคูณ แต่ก็ต้องพยายาม และชี้ให้เห็นทางข้างหน้าว่าหากยังปลูกข้าวเขาจะเจออะไร”

เห็นความมุ่งมั่นเต็มที่แบบนี้ คงต้องจับตาดูกันว่า ความพยายามครั้งนี้ของลูกหม้อกรมชลฯ จะสามารถฟื้นศรัทธากลับมาสู่องค์กรที่รักของเขาได้มากน้อยเพียงใด

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI