
ไทยเร่งแก้ปัญหาบุคคลไร้สัญชาติ
เว็บไซต์ข่าวคริสเตียน ไซแอนซ์ มอนิเตอร์ ในสหรัฐ รายงานถึงความพยายามแก้ปัญหาบุคคลไร้สัญชาติในประเทศไทย ว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ไทยได้อนุมัติสัญชาติให้แก่ผู้อพยพไร้สัญชาติไปถึง 1.8 หมื่นราย ทว่าก็ยังเป็นจำนวนที่น้อยมาก เพียง 4.2% หากเทียบกับผู้ไร้สัญชาติทั้งหมดในไทยที่มีอยู่ถึงเกือบ 4.5 แสนคน ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดในโลก
เว็บไซต์ข่าวคริสเตียน ไซแอนซ์ มอนิเตอร์ ในสหรัฐ รายงานถึงความพยายามแก้ปัญหาบุคคลไร้สัญชาติในประเทศไทย ว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ไทยได้อนุมัติสัญชาติให้แก่ผู้อพยพไร้สัญชาติไปถึง 1.8 หมื่นราย ทว่าก็ยังเป็นจำนวนที่น้อยมาก เพียง 4.2% หากเทียบกับผู้ไร้สัญชาติทั้งหมดในไทยที่มีอยู่ถึงเกือบ 4.5 แสนคน ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดในโลก
อย่างไรก็ตาม รูเวนดรินี เมนิทิเวลา ผู้แทนของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ในไทย ก็แสดงความมั่นใจถึงการแก้ปัญหาในครั้งนี้ ซึ่งตัวเลขการให้สัญชาติแก่ผู้อพยพในไทยเกิดขึ้นราว 1 ปี หลังจากยูเอ็นเอชซีอาร์ประกาศแผนยุติปัญหาบุคคลไร้สัญชาติทั่วโลก
“ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการยุติปัญหาบุคคลไร้สัญชาติในไทย” รูเวนดรินี เมนิคทิเวลา ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ กล่าว
ปัจจุบันทั่วโลกมีประชากรราว 10 ล้านราย ซึ่งเป็นผู้ไร้สัญชาติ โดยส่วนใหญ่มักพบในเอเชียและแอฟริกา ขณะที่ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีบุคคลไร้สัญชาติมากที่สุดในโลก ตามมาด้วยไอวอรี่โคสต์
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีจำนวนผู้ลี้ภัยจำนวนมากนานกว่าหลายทศวรรษ โดยส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมาที่หลบหนีจากระบอบการปกครองของทหาร ทั้งการบังคับใช้แรงงาน ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และศาสนา ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มักลี้ภัยไปยังประเทศใกล้เคียง รวมถึงไทยด้วย
ด้านผู้แทนของยูเอ็นเอชซีอาร์ กล่าวว่า เด็กมักเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าวมากที่สุด เนื่องจากขาดโอกาสในการเข้ารับการศึกษาและการทำงาน อีกทั้งต้องเผชิญกับปัญหาค้ามนุษย์ การถูกเลือกปฏิบัติจากสังคม รวมไปถึงความกลัวในการถูกเจ้าหน้าที่รัฐกักขัง
“ในช่วงระยะเวลาหนึ่งของการเป็นเด็ก การเป็นบุคคลไร้สัญญาติสามารถสร้างความเจ็บปวดที่ฝังลึกลงในใจ ซึ่งจะคอยหลอกหลอน รวมทั้งตัดสินชีวิตพวกเขาในการดำรงชีวิตอยู่กับการแบ่งแยก ความผิดหวังและสิ้นหวัง” อันโตนิโอ กูเตียเรส ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ระบุผ่านแถลงการณ์
รายงานดังกล่าวยังได้ตรวจสอบปัญหาการใช้ความรุนแรง โดยมักพบในเด็กและผู้อพยพ รวมถึงการเป็นบุคคลไร้สัญชาติทำให้บุคคลเหล่านี้ต้องอยู่ในสภาวะความยากจน ทั้งนี้ ยูเอ็นเอชซีอาร์มีเป้าหมายในการยุติบุคคลไร้สัญชาติให้ได้ภายในปี 2024
ทั้งนี้ แม้กฎหมายไทยตั้งแต่ปี 2008 จะมุ่งจัดการปัญหาบุคคลไร้สัญชาติ ทว่ายังถือเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยจากรัฐบาลเท่านั้น ขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี 2014 ดูเหมือนจะทำให้ปัญหาเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยูเอ็นเอชซีอาร์ กล่าวว่า จะให้เงินกู้ยืมพร้อมกับสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ในความพยายามแก้ปัญหาของไทย รวมทั้งความเป็นไปได้ในการปรับปรุงข้อกำหนดในการส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศ
“ความยากลำบากที่พบเจอคือ เรื่องการทุจริตและการที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ทราบข้อกฎหมาย ทั้งยังไม่ต้องการเรียนรู้ข้อกฎหมายด้วย เมื่อต้องเผชิญกับความคิดดังกล่าว ทำให้เกิดอคติต่อความสามารถเร่งจัดการปัญหาเพื่อให้เสร็จทันกำหนด” ฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ ที่ปรึกษาทางกฎหมายของผู้ลี้ภัยในไทย ระบุ







