
เงินหยวนในเวทีไอเอ็มเอฟ เปลี่ยนช้าแต่ได้ผลชัวร์
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
วันนี้ คณะกรรมการบริหารกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะประชุมใหญ่เพื่อหารือข้อเสนอของระดับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเสนอให้รับเงินหยวนเข้ามาร่วมในตะกร้าสกุลเงินของไอเอ็มเอฟ (เอสดีอาร์) หรือตะกร้าสิทธิพิเศษถอนเงินที่จัดสรรให้ประเทศสมาชิกใช้เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันประกอบไปด้วยเงิน 4 สกุลสำคัญของโลก คือ เหรียญสหรัฐ ยูโร ปอนด์ และเยน
หากไม่มีอะไรผิดแผนก็คาดว่าไอเอ็มเอฟจะประกาศไฟเขียวให้เงินหยวนเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในตะกร้าเอสดีอาร์ได้ และให้มีผลอย่างเป็นทางการในเดือน ก.ย. 2016
เพราะ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ เป็นคนออกมาส่งสัญญาณก่อนหน้านี้เองเมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อนหน้า โดยคาดกันว่าเป็นการตอบแทนที่จีนเล่นตามตรอกออกตามประตู ไม่ลดค่าเงินดื้อๆ เพื่อหนุนส่งออกเหมือนที่ผ่านๆ มา และมีการปฏิรูปภาคการเงินหลายด้านอย่างเป็นรูปธรรม แถมยังถือเป็นการดึงให้จีนเข้ามาเล่นในกฎในกรอบเดียวกันด้วย
การประชุมในวันนี้จึงอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดต่อตะกร้าเงินของไอเอ็มเอฟในรอบ 35 ปี นับตั้งแต่ที่มีการหั่นสกุลเงินจาก 16 สกุล เหลือเพียง 4 สกุลหลัก ในปี 1980 เพราะเป็นการยอมรับค่าเงินหยวนให้สามารถเป็นหนึ่งในสกุลเงินหลักที่สามารถถือครองเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศได้
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ หรือแทบจะเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงสัญลักษณ์ มากกว่าจะมีผลสั่นสะเทือนไปทั่วโลกจริงๆ โดยเฉพาะผลสั่นสะเทือนต่อเงินเหรียญสหรัฐ
สิ่งที่จะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนหลังจากนี้ ไม่ใช่การที่ทั่วโลกปรับเปลี่ยนมาถือเงินหยวนเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศมากขึ้นทันตาเห็น แต่จะเป็นการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงภายในจีนเอง
แอกซ่า อินเวสต์เมนต์ ระบุว่า แม้จะได้อยู่ในตะกร้าไอเอ็มเอฟ แต่ก็น่าจะมีสัดส่วนมากสุดเพียงประมาณ 10-11% เท่านั้น จากทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลกในปัจจุบันที่ 11.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เงินเหรียญสหรัฐมีสัดส่วนในตะกร้าเงินเอสดีอาร์ที่ประมาณ 41.9% เงินยูโร 37.4% เงินปอนด์ 11.3% และเงินเยน 9.4%
จากการคาดการณ์ของเจ.พี.มอร์แกน เชส แอนด์ โค ระบุว่า บรรดาธนาคารกลางและกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติ (SWF) จะหันมาถือครองตราสารหนี้ของจีนมากขึ้น โดยคาดว่าในช่วง 5 ปี หลังจากที่เงินหยวนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในตะกร้าเอสดีอาร์จะมีการเข้ามาเล่นในตลาดบอนด์ของจีนราว 3.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดคาดการณ์ว่า จะช่วยให้มีการซื้อตราสารหนี้สุทธิในตลาดออนชอร์ถึงราว 9.99 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในช่วงกลางปี 2020
ทว่าจำนวนดังกล่าวก็ยังไม่ถือว่าสูงอะไรนัก หากเทียบกับปริมาณที่จีนถือครองตราสารหนี้สหรัฐ หรือเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของรัฐบาลวอชิงตันในปัจจุบันนี้ที่ประมาณ 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
เพราะนักลงทุนทั่วโลกต้องการเห็นเสถียรภาพที่แท้จริงของค่าเงินและตลาดตราสารหนี้ของจีนมากกว่านี้ก่อน ซึ่งทางการจีนจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็น ทั้งการปฏิรูปภาคการเงินอย่างเข้มข้นผ่านธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) รวมไปถึงการดำเนินมาตรการสร้างความนิยมแบบซอฟต์ พาวเวอร์
สตีเฟน เจิน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทลงทุนเอสแอลเจ แม็คโคร พาร์ตเนอร์ส ในอังกฤษ ให้มุมมองกับบลูมเบิร์ก ว่า ลำพังการยอมรับสถานะจากไอเอ็มเอฟนั้นยังไม่พอ หากจีนต้องการให้นานาประเทศหันมาใช้เงินหยวนมากขึ้น ไม่ว่าจะใช้เป็นทุนสำรองประเทศ หรือใช้หยวนในการทำการค้า ชำระค่าสินค้าและบริการระหว่างประเทศ หรือระดมทุนในรูปเงินหยวนเพื่อนำไปลงทุนต่างๆ จีนยังต้องพิสูจน์เรื่องกลไกทางกฎหมาย และสร้างแรงดึงดูดในค่าเงินของตัวเองด้วย
วิธีดังกล่าวไม่ต่างอะไรกับเมื่อครั้งที่สหรัฐสร้างซอฟต์ พาวเวอร์ ผ่านอุตสาหกรรมหนังฮอลลีวู้ดและอุตสาหกรรมเพลงที่ทำให้ทุกคนอยากโก้ เท่ และดูศิวิไลซ์ในโลกตะวันตกยุคใหม่เหมือนชาวอเมริกัน จีนเองก็ต้องสร้างแรงดึงดูดต่อค่าเงินหยวนเช่นกัน ทำให้ทุกคนชื่นชมและอยากปรับสมดุลหันมาถือเงินหยวนมากขึ้น แม้ว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีที่ยากที่สุดยิ่งกว่าการปฏิรูปตลาดเงินภายในบ้านก็ตาม
ปัจจุบันแม้ทั่วโลกจะค้าขายกับจีนในปริมาณมหาศาล และมีความร่วมมือกันระหว่างธนาคารกลางเพื่อสนับสนุนการใช้เงิน แต่ก็ยังไม่สามารถผลักดันการใช้หยวนในการชำระค่าสินค้าและบริการโดยตรงระหว่างกันได้มากนัก เช่น ในประเทศไทยเองที่มีการใช้เงินหยวนเพียงประมาณ 1% เท่านั้น ท่ามกลางมูลค่าการค้าระหว่างไทย-จีน ราว 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2015
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยยอมรับก่อนหน้านี้ว่า การจะใช้เงินหยวนค้าขายโดยตรงกันมากขึ้นอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ที่จะเพิ่มสัดส่วนการทำธุรกรรมด้วยเงินหยวน และทางรัฐบาลจีนเองก็ยอมรับว่า กฎหมายจีนเกี่ยวกับเงินสกุลหยวนนั้นเปลี่ยนแปลงบ่อย ดังนั้น ทาง ธปท.และธนาคารพาณิชย์จึงต้องประสานจัดทำคู่มือให้ความรู้และความเข้าใจกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ทางการจีนได้เตรียมพร้อมสำหรับการผลักดันเงินหยวนสู่เวทีโลกมาแล้วหลายปีก่อนหน้า ตั้งแต่การสวอปค่าเงินกับหลายประเทศมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เกิดวิกฤตการณ์การเงินโลกในปี 2008 ไปจนถึงการตั้งสำนักหักบัญชีเงินหยวน (Clearing House) ในหลายประเทศทั้งในเอเชียและยุโรป โดยเฉพาะในกรุงลอนดอน ที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก ส่วนในเอเชียมีการตั้งเพิ่ม เช่น ในไทยและมาเลเซีย เพื่อกระจายการเคลียร์บัญชีจากเดิมที่กระจุกอยู่เฉพาะในฮ่องกงและสิงคโปร์
ส่วนภายในจีนเองนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านในตลาดการเงินในปีนี้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญภายใต้แผนปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ปี 2016-2020 ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง โดยเฉพาะการลดบทบาทของทางการจีนในการเข้าไปกำหนดดอกเบี้ย และปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาดมากขึ้น เหมือนกับค่าเงินหยวนที่เป็นไปตามกลไกมากขึ้นในปีนี้
แน่นอนว่าในระยะถัดไป จีนจะต้องเร่งเครื่องผลักดันเงินหยวนในเวทีโลกต่อไป ซึ่งคาดกันว่าส่วนหนึ่งจะเป็นการผลักดันผ่านโครงการธนาคารเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (เอไอไอบี) ที่ให้เงินกู้สนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยปล่อยในรูปของเงินหยวน แบบเดียวกับที่ญี่ปุ่นก็ใช้โมเดลนี้มาก่อน และอีกส่วนหนึ่งจะผลักดันผ่านประเทศคู่ค้าโดยตรงและการค้าชายแดน โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มเส้นทางสายไหมแห่งใหม่ ที่รวมถึงไทยและกลุ่มอาเซียนด้วย
หยวนผงาดเวทีโลกครั้งนี้จึงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเห็นผลฉับพลันทันที แต่มียุทธศาสตร์รองรับที่มั่นใจว่าจะเขย่าเศรษฐกิจการค้าโลกได้อย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้







