
เร่งอัดซอฟต์โลนแสนล้าน เงินตกไม่ถึงมือรายย่อย
เป็นไปตามความคาดหมายว่าเงินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีวงเงิน 1 แสนล้านบาท
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
เป็นไปตามความคาดหมายว่าเงินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีวงเงิน 1 แสนล้านบาท จะหมดแบบเทกระจาดภายในเวลาอันรวดเร็ว หลังเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2558 ในช่วงเดือนแรกยอดเบิกเงินยังอืด เพราะอยู่ระหว่างเตรียมเอกสารลูกค้า พอเข้าสู่เดือนที่ 2 ปรากฏว่ายอดเบิกเงินกู้ค่อยเพิ่มขึ้นมียอดเบิกเงินสูงถึงกว่าวันละ 1 หมื่นล้านบาท จนปิดโครงการไปเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2558 ที่ผ่านมา
เป็นโจทย์ให้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง จะต้องตัดสินใจเปิดวงเงินก้อนใหม่หรือไม่ ตามคำเรียกร้องของทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและแบงก์ที่ยังมีลูกค้าค้างท่อยื่นเอกสารแล้วแต่วงเงินเต็มก่อนอีกหลายหมื่นล้านบาท
เมื่อลองพิจารณาจากยอดอนุมัติเงินกู้ 1 แสนล้านบาท พบว่ามีธนาคารที่สามารถชิงเงินซอฟต์โลนไปได้มากที่สุดคือ 1.ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้วงเงินประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท 2.ธนาคารกรุงไทย 2.4 หมื่นล้านบาท 3.ธนาคารกสิกรไทย 1.6 หมื่นล้านบาท 4.ธนาคารกรุงเทพ 1.2 หมื่นล้านบาท 5.ธนาคารออมสิน 4,800 ล้านบาท 6.ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) 4,200 ล้านบาท 7.ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ 3,200 ล้านบาท 8.ธนาคารทิสโก้ 2,700 ล้านบาท 9.ธนาคารธนชาต 2,200 ล้านบาท 10.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 2,100 ล้านบาท 11.ธนาคารยูโอบี 1,300 ล้านบาท
ส่วนที่เหลืออีก 6 ธนาคารเป็นธนาคารที่ได้เงินกู้หลักร้อยล้านบาท และมีหนึ่งธนาคารที่เตรียมเอกสารยื่นขอกู้ไม่ทัน คิดรวมเป็นจำนวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้ประโยชน์กว่า 1.15 หมื่นราย เฉลี่ยปล่อยกู้ต่อรายที่ 8.6-10 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อเทียบจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 ก.ย. 2558 มีการตั้งเป้าหมายว่าโครงการนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีเงินหมุนเวียนเพื่อดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่องจำนวน 6 หมื่นราย (วงเงินสินเชื่อเฉลี่ยต่อราย
อยู่ที่ 3.3 ล้านบาท) และสามารถรักษาสภาพการจ้างงานได้ประมาณ 2.4 แสนราย (เฉลี่ย 4 คนต่อ 1 รายธุรกิจ) และส่งผลให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะสามารถสร้างเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 1.94 ล้านล้านบาท
แต่ปรากฏว่าผลที่ออกมาคือ เงินซอฟต์โลนแสนล้านบาทช่วยผู้ประกอบการได้เพียง 1.15 หมื่นราย และส่วนใหญ่กว่า 80% มีวงเงินกู้เป็นหลักสิบล้านบาท สะท้อนว่าการทำโครงการนี้ไม่บรรลุผลสำเร็จในการช่วยเอสเอ็มอีรายย่อย แต่กลับไปช่วยอุ้มเอสเอ็มอีรายกลางหรือรายใหญ่ หรือคนที่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้อยู่แล้วให้มีต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง
ขณะที่ภาระงบประมาณในโครงการนี้มี 2 ส่วน คือ รัฐบาลต้องเริ่มตั้งงบประมาณปี 2560 ชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยให้กับธนาคารออมสินในอัตราเท่ากับต้นทุนทางการเงินของธนาคาร (หรือเท่ากับ 2.21%) บวกค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอีก 0.75% หักอัตราผลตอบแทนจากการให้สถาบันการเงินกู้ 0.1% เท่ากับ 2.86% คิดเป็นเงินงบประมาณที่รัฐต้องชดเชยให้ธนาคารออมสินเป็นเงิน 2,860 ล้านบาท/ปี เมื่อรวม 7 ปี จะเป็นสูงถึง 20,020 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีการชดเชยในส่วนของการค้ำประกันสินเชื่อโครงการ PGS-5 ที่ให้ บสย.มาช่วยค้ำให้เอสเอ็มอีที่ขายหลักประกันได้ต่อรายสูงสุด 40 ล้านบาท/ราย/สถาบันการเงิน มีอายุการค้ำประกันไม่เกิน 7 ปี โดยรัฐบาลรับภาระค่าธรรมเนียมค้ำประกันให้ต่อเนื่อง 4 ปี โดยปีที่ 1 รัฐบาลจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 1.75% (ฟรีค่าธรรมเนียม) ส่วนปีที่ 2-4 รัฐบาลจ่ายค่าธรรมเนียมแทนผู้ประกอบการในอัตรา 1.25% 0.75% และ 0.25% ตามลำดับ
เมื่อรวมแล้วคิดเป็นเงินชดเชยที่รัฐบาลจ่ายแทนผู้ประกอบการตลอด 4 ปี คิดเป็นเม็ดเงิน 4,000 ล้านบาท และกรณีที่เกิดความเสียหายรุนแรง บสย.จำเป็นต้องขอรับการชดเชยความเสียหายจากรัฐบาลตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเป็นเงินจำนวน 1.42 หมื่นล้านบาท
แต่เบื้องต้นคาดว่า คนที่ได้เงินกู้แสนล้านบาท ไม่จำเป็นต้องใช้บริการ บสย.ทั้งหมด เพราะแบงก์ก็เลือกคัดเอาแต่ลูกค้าดีมีหลักประกันเข้าโครงการ ไม่ยอมปล่อยกู้แบบไม่มีหลักประกันหรือ Clean Loan แม้ บสย.จะยืนยันว่ากล้าค้ำทั้งก้อนได้ไม่เกิน 40 ล้านบาท/ราย ซึ่งคาดว่ายอดขอค้ำสินเชื่อจาก บสย.ในโครงการซอฟต์โลนจะอยู่ที่หลักไม่กี่หมื่นล้านบาทเท่านั้น
เมื่อวิเคราะห์ภาพรวมพบว่ารัฐบาลต้องหาเงินภาษีจากประชาชน เพื่อเอามาจ่ายชดเชยทั้งค่าส่วนต่างดอกเบี้ยให้ธนาคารออมสินและเงินชดเชยค่าธรรมเนียมให้ บสย. รวมเป็นเงินอย่างน้อยๆ ก็ 2.4 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการจำนวนเพียง 1.15 หมื่นราย จึงเป็นคำถามที่น่าสนใจว่าโครงการนี้ซอฟต์โลนแสนล้านบาททำออกมาแล้วคุ้มค่าหรือไม่ มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้างได้จริงอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่
อุปสรรคที่สำคัญข้อหนึ่งของโครงการนี้คือ เรื่องของระยะเวลาที่รัฐบาลเร่งให้เงินแสนล้านบาทเข้าสู่ระบบภายในสิ้นปีนี้ เพื่อที่จะได้เอาตัวเลขมาช่วยกระตุกการคำนวณจีดีพี ทำให้แบงก์ไม่มีเวลารอลูกค้ารายเล็กรายน้อย เอสเอ็มอีรายที่เพิ่งเกิดใหม่ยังเตรียมข้อมูลเอกสารไม่ทันเวลา
อุปสรรคข้อต่อมาที่ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงซอฟต์โลนคือ แบงก์กลัวลูกค้าดีๆ หนีไปใช้บริการแบงก์อื่น เพราะมติ ครม. ระบุว่า “ห้ามรีไฟแนนซ์” แต่ก็เปิดทางให้กู้เพื่อขยายกิจการได้ จึงเป็นช่องให้แบงก์ต้องดูดลูกค้าของตัวเองไว้ รวมถึงดูดลูกค้าที่ดีของแบงก์อื่นเข้ามา เรียกว่า เป็นการช็อปปิ้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ดีที่มีการทำการตลาด มียอดขายดี มีฐานลูกค้า ถึงทำให้ยอดปล่อยกู้ต่อรายสูงเป็นสิบล้านบาท ส่วนรายเล็กๆ เพิ่งเข้าวงการ พวกที่รัฐบาลต้องการให้ช่วยปล่อยกู้รายใหม่ๆ รอบนี้คงต้องตกกระป๋องไปก่อน
ประเด็นที่ต้องจับตาหลังจากนี้คือ สมคิดและอภิศักดิ์จะตัดสินใจเรื่องซอฟต์โลนอย่างไรระหว่าง ปิดโครงการไม่ขยายวงเงินเพิ่ม เพื่อให้ตลาดเกิดการแข่งขัน เพราะเชื่อว่าหลังจากนี้แต่ละธนาคารจะเร่งออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อดึงลูกค้าไว้ เช่น ธนาคารกรุงไทยออกสินเชื่อ KTB SME ดอกเบี้ย 4% นาน 7 ปี เท่ากับซอฟต์โลน แต่ให้กู้สูงกว่าถึง 50 ล้านบาท/ราย ด้านธนาคารออมสิน ออกสินเชื่อเพื่อเอสเอ็มอีดอกเบี้ยปีแรก5% ปีต่อไปคิดดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์และเอ็มอาร์อาร์ 1.5% และเชื่อว่าอีกหลายธนาคารจะต้องงัดโปรโมชั่นดอกเบี้ยออกมาเพื่อดึงลูกค้าตัวเองไว้
กับกรณีที่ขยายวงเงินซอฟต์โลนออกไปอีกเล็กน้อย เพื่อช่วยคนที่รองลงมา พวกที่ยังไม่เข้าถึงสินเชื่อจริงๆ ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมาย แต่ต้องมีการปรับเงื่อนไขใหม่ เช่น จะให้เฉพาะรายที่กู้ไม่เกิน 3-5 ล้านบาท เพื่อให้เงินไปถึงกลุ่มฐานราก คนที่กำลังจะเกิดใหม่ตรงตามเป้าหมายของรัฐบาล







