
ทบทวนจีเอ็มโอ
การให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลประยุทธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2558 มีข้อน่าเคลือบแคลงสงสัยหลายประการ โดยเฉพาะการเมินรับฟังข้อทักท้วงของหน่วยงานภาครัฐที่แสดงความวิตกกังวลต่อการดำเนินการตัดต่อพันธุกรรมในประเทศไทย
การให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลประยุทธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2558 มีข้อน่าเคลือบแคลงสงสัยหลายประการ โดยเฉพาะการเมินรับฟังข้อทักท้วงของหน่วยงานภาครัฐที่แสดงความวิตกกังวลต่อการดำเนินการตัดต่อพันธุกรรมในประเทศไทย
ตลอดช่วงกว่า 20 ปีมานี้ บรรษัทข้ามชาติได้มีความพยายามลงหลักปักฐานกิจการตัดต่อพันธุกรรม หรือจีเอ็มโอในบ้านเรามาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ถูกภาควิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และเกษตรกรต่อต้านเรื่อยมา จึงไม่มีรัฐบาลชุดใดกล้าผลักดันในเรื่องนี้อีก
จู่ๆ รัฐบาลทหารกลับอนุมัติร่างกฎหมายเปิดทางให้ยื่นคำขอดำเนินการในเรื่องนี้ได้ โดยกำหนดสาระสำคัญไว้ในร่าง พ.ร.บ. ว่า จะใช้ดูแลสิ่งมีชีวิตที่มีการตัดต่อ ตัดแต่ง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม หรือผสมผสานสารพันธุกรรมใหม่ที่ได้จากวิธีการใช้เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ หรือวิธีการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงว่าด้วยสิ่งมีชีวิตทุกชนิดทั้งพืชและสัตว์
ขณะที่หน่วยงานภาครัฐ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แสดงความเห็นประกอบวาระการพิจารณาว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เกี่ยวข้องกับนโยบายจีเอ็มโอที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรอินทรีย์
ทั้งนี้ หากส่งเสริมจีเอ็มโอจะเป็นการจำกัดตลาดของไทยให้แคบลง และยังต้องแข่งกับผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีสูง เช่น สหรัฐ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศและเกษตรกรในทุกมิติ
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ก็เห็นไปในทางเดียวกันว่า หากดำเนินการในเรื่องนี้จะกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยและภาพลักษณ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันไทยมีนโยบายยกระดับสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ หากมีการปนเปื้อนเข้าสู่ระบบนิเวศจะกระทบต่ออาหาร พืชผลทางการเกษตร ความหลากหลายทางชีวภาพ และจะสร้างความเสียหายที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
นอกจากเหตุผลข้างต้นแล้ว ที่ผ่านมาข้อมูลทางวิชาการทั่วโลกระบุชัดว่า สินค้าจีเอ็มโอยังไม่เป็นที่ยอมรับในแง่ความปลอดภัย โดยเฉพาะหากเปิดให้ดำเนินการในประเทศไทยจะเปิดช่องให้มีการกีดกันทางการค้า การผูกขาดเมล็ดพันธุ์และสินค้าเพียงไม่กี่บริษัท
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงไม่ควรพิจารณาผ่านกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้ ไม่เช่นนั้นบรรษัทข้ามชาติและเอกชนด้านการเกษตรรายใหญ่จะยิ่งมีอำนาจเหนือตลาดมากขึ้น และจะกีดกันเกษตรกรรายย่อยจนไม่มีที่ยืน
มิพักต้องกล่าวถึงการส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งภาคเกษตรของไทยมีโอกาสแย่งตลาดคู่ค้าได้อีกมาก แต่หากผ่านกฎหมายนี้ยังจะกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศอีกมหาศาล
ดังนั้น เพื่อลดข้อกังขาการเอื้อประโยชน์แก่ทุนบางกลุ่ม ลดผลกระทบที่ไม่อาจประเมินค่าได้ รัฐบาลควรทบทวนเรื่องนี้เป็นการด่วน







