
ตั้งทีมสอบเพิ่ม ‘ราชภักดิ์’ ยื้อเวลา-ลดกระแส
ดูท่าจะยังไม่จบง่ายๆ สำหรับปัญหาความไม่โปร่งใสของการก่อสร้าง โครงการอุทยานราชภักดิ์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ดูท่าจะยังไม่จบง่ายๆ สำหรับปัญหาความไม่โปร่งใสของการก่อสร้าง โครงการอุทยานราชภักดิ์ เพราะภายหลังกองทัพบกแถลงผลการสอบสวนว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ แม้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสบแห่งชาติ (คสช.) จะพยายามให้สังคมยุติการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้ แต่ปรากฏว่ากลับเกิดกระแสต่อต้านในเชิงตั้งคำถามว่า ไม่มีอะไรในกอไผ่อย่างที่กองทัพบกกล่าวมาจริงหรือไม่
มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) เป็นคนแรกๆ ที่ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ผลการตรวจสอบจะออกมาว่าไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ควรที่จะปิดเรื่องราวดังกล่าวให้จบในลักษณะที่ทำอยู่เช่นนี้ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นยังเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ เพราะยังไม่ได้ข้อสรุปที่ทำให้เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดได้อย่างชัดเจน
“เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ ติดตามข่าวสาร และเป็นกระแสข่าวที่ถูกพูดถึงกันเป็นอย่างมาก ส่งผลให้เกิดความระแวงสงสัย ในขณะที่บุคคลซึ่งอาจจะเป็นผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริต ก็อาจจะไม่กล้าเปิดเผยแสดงข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ ทำให้การดำเนินงานในการตรวจสอบเป็นปัญหา เมื่อไม่มีการเปิดเผยข้อมูลและไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้นั้น ประชาชนก็จะไม่เห็นถึงความโปร่งใส” มานะ กล่าว
ส่วนฝ่ายการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทย ก็ใช้โอกาสนี้ขยายผลเรียกร้องในเชิงจี้ใจดำให้ คสช.เอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้อง
“โครงการอุทยานราชภักดิ์มีความสำคัญยิ่งต่อความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศ เป็นโครงการที่เห็นชอบอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรี เมื่อมีการทุจริตเกิดขึ้นและเกี่ยวพันถึงบุคลากรในกองทัพ ขอเรียกร้องนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเปิดเผย โปร่งใส และประกาศให้สาธารณชนทราบต่อไป” สาระสำคัญของแถลงการณ์พรรคเพื่อไทยที่ออกมากระทุ้งเมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา
เมื่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ทำให้กองทัพต้องขยับอีกครั้ง ผ่านการที่กระทรวงกลาโหมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ขึ้นมาอีกชุด จากก่อนหน้านี้ที่ดำเนินการโดยกองทัพบก
พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ให้เหตุผลถึงความจำเป็นต้องการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอีกชุด ว่า “จากการสอบสวนของกองทัพบกในภาพรวมที่ไม่พบความผิดปกติ ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจที่หลากหลาย รมว.กลาโหมจึงได้สั่งการให้ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ไปตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมอีกครั้ง ดังนั้น ขอให้ดูผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน อย่าเพิ่งพาดพิงหรือกล่าวหาบุคคลใด”
การดำเนินการในลักษณะนี้ ของกองทัพปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นวิธีแก้ไขปัญหาทางการเมืองแบบเดียวกับที่นักการเมืองมักจะใช้ในช่วงที่เผชิญกับเสียงติฉินนินทา ดังจะเห็นได้จากเมื่อครั้งรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรถูกกล่าวหาเรื่องการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว
ช่วงนั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบตัวเองเช่นกัน แต่ผลการตรวจสอบกลับไม่ได้รับการยอมรับ เพราะไม่สามารถเอาตัวการที่เป็นต้นทางของการทุจริตมาดำเนินการตามกฎหมายได้
ผลที่ตามมา คือ ไม่ช่วยให้เสียงวิจารณ์ลดลง ตรงกันข้ามกลับยิ่งเป็นผลร้ายในทางการเมืองเข้าไปอีก เพราะถูกโจมตีว่า “ลูบหน้าปะจมูก” ไม่ได้เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริตตามที่ได้แถลงต่อรัฐสภาว่า การปราบทุจริตเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล
แน่นอนว่าการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพิ่มเติมของกระทรวงกลาโหมไม่ได้มีเหตุผลอะไรมาก นอกจากต้องการลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เพราะต้องไม่ลืมว่าเรื่องการทุจริตเป็นประเด็นที่อ่อนไหวในทางการเมืองอย่างมาก
ในอดีตเคยมีตัวอย่างมาให้เห็นแล้ว ที่มีนายกรัฐมนตรีเคยเป็นที่รักของประชาชนได้รับคะแนนเลือกตั้งถล่มทลาย แต่เมื่อไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต ไม่นานนักก็ไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้
ถึงแม้เรื่องโครงการอุทยานราชภักดิ์จะไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ โดยตรง แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ คือผู้นำประเทศและคุมอำนาจสูงสุดในเวลานี้ ย่อมไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบไปได้
ยิ่งเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ มักจะแสดงท่าทีต่อการสร้างความโปร่งใสด้วยการพยายามจะสร้างมาตรฐานที่สูง ประกอบกับได้ตั้งคณะกรรมการเกี่ยวกับตรวจสอบการทุจริตมาหลายชุดก่อนหน้านี้ด้วยแล้ว ยิ่งส่งผลให้เป็นแรงบีบให้ พล.อ.ประยุทธ์ หนักมากขึ้นไปอีก
หากปล่อยให้กระแสวิจารณ์อยู่นานๆ ย่อมไม่เป็นผลดีในระยะยาว แทนที่สังคมจะโฟกัสกับการทำงานของรัฐบาลในด้านอื่นๆ กลับต้องมาถูกจับจ้องในเรื่องโครงการอุทยานราชภักดิ์โดยไม่มีความจำเป็น
ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้ที่กองทัพและรัฐบาลจะดำเนินการได้ จึงหนีไม่พ้นการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบตัวเอง ส่วนในอนาคตเมื่อผลการตรวจสอบออกมาแล้วจะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องไปสู้เอาข้างหน้า
เหนือสิ่งอื่นใดการปฏิรูปประเทศในวันข้างหน้าภายใต้การนำของ คสช. ถูกแขวนไว้อยู่ที่การบริหารความเสี่ยงในเรื่องโครงการอุทยานราชภักดิ์
ถ้า คสช.แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสอย่างมีเหตุผลและหลักฐานที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่การกล่าวอ้างด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว หรือถ้าเอาตัวคนผิดมาเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีได้ ย่อมช่วยให้แนวทางการปฏิรูปของประเทศที่ คสช.วางไว้จะได้รับการยอมรับ
เท่ากับว่าอนาคตของ คสช.ได้แขวนไว้กับการสร้างความโปร่งใสในครั้งนี้







