posttoday
ประชาชนชี้ชะตา รธน.ผ่าน- ไม่ผ่านประชามติ

ประชาชนชี้ชะตา รธน.ผ่าน- ไม่ผ่านประชามติ

22 พฤศจิกายน 2558

นอกเหนือไปจากเรื่องการวางโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตาและวิพากษ์วิจารณ์แล้ว

นอกเหนือไปจากเรื่องการวางโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตาและวิพากษ์วิจารณ์แล้ว ยังมีเรื่องโครงสร้างฝ่ายบริหารที่กำลังถูกเพ่งเล็งเช่นกัน ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้วางรูปแบบการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีแล้ว

ประพันธ์ นัยโกวิท ในฐานะ กรธ.คนหนึ่ง อธิบายว่า การที่เรากำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีก่อนนั้น ไม่ได้มีเจตนาจะเปิดทางให้คนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคการเมืองเป็นฝ่ายที่กำหนดอยู่แล้วว่าจะให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี

“ถ้าพรรคการเมืองไม่ต้องการให้คนนอกมาเป็นนายกฯ พรรคก็บอกเลยว่าไม่เอา และเสนอเฉพาะคนที่เป็นสมาชิกพรรคเท่านั้น แค่นี้คนนอกก็เข้ามาไม่ได้ ถ้าเกิดพรรคไหนมีคนนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคและหลายคนสงสัย เข้ามาประชาชนก็ไม่เลือก พูดง่ายๆ ถ้าเกิดมีพรรคเสนอชื่อใครที่อาจมาฉวยโอกาสสืบทอดอำนาจอย่างที่มีคนพยายามคิด ประชาชนก็จะไม่เลือกพรรคนั้น อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าพรรคจะส่งแต่คนของพรรคตัวเองมาเป็นนายกฯ”

ขณะเดียวกัน การปฏิรูปฝ่ายบริหารของ กรธ.ในครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการเข้าสู่ตำแหน่งของบุคคลเท่านั้น แต่ กรธ.กำลังพิจารณาไปถึงการบริหารงานของรัฐบาลด้วยว่าควรมีมาตรการอย่างไรที่จะไม่ให้นโยบายรัฐบาลหรือนโยบายประชานิยมมาสร้างความเสียหายในด้านการเงินการคลังให้กับประเทศ

“ในเรื่องนี้เราคงจะไม่ไปห้ามอะไรเขามากมาย พรรคการเมืองจะหาเสียงก็หาเสียงไป จะบอกว่ารักษาฟรี รถเมล์ฟรีก็ว่ากันไป แต่การหาเสียงในเรื่องลักษณะนี้ต้องมีการอธิบายด้วยว่าคุณจะเอาเงินมาจากไหน จะก่อให้ความเสียหายในด้านวินัยการเงินการคลังหรือไม่

“รายละเอียดต่างๆ คงจะไปกำหนดไว้ในกฎหมายลูก ว่าการหาเสียงแบบนี้อาจต้องมีการอธิบายในรายละเอียดให้ชัดเจน เช่น ถ้าคุณจะทำโครงสร้างพื้นฐาน 3 ล้านล้านบาท อาจต้องส่งข้อมูลมาให้กับบางหน่วยงานพิจารณา อาทิ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อให้ดูเรื่องความคุ้มค่าและความเสี่ยงในการเกิดการทุจริต

“ต่อไปจะมีการออกกฎหมายลูกว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของประเทศ รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศต้องใช้งบประมาณภายใต้หลักการของกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่กู้เงินมาโดยไม่รู้ว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ และไม่รู้ว่าจะใช้คืนอย่างไร ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะเข้ามาวางหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าว

“การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้เลย เพราะถูกควบคุมทุกอย่าง แต่รัฐบาลยังมีอำนาจบริหารเต็มที่ทุกประการ เพียงแต่ต้องอยู่ในกรอบของวินัยการเงินการคลังและต้องไม่มีการทุจริต”

การสนทนามาถึงคำถามที่ถามว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังดำเนินการอยู่จะผ่านการทำประชามติหรือไม่ หลังจากพรรคการเมืองเริ่มส่งเสียงคัดค้านหนัก โดย ประพันธ์ ตอบในเชิงหลักการว่า “จะผ่านหรือไม่ผ่านอยู่ที่ประชาชน ประชาชนจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่ออกมานั้นเป็นประโยชน์ หรือสะท้อนความต้องการของเขาหรือเปล่า ยอมรับว่าพรรคการเมืองมีส่วนสำคัญแน่นอน เพราะพรรคการเมืองต้องลงเลือกตั้ง แต่ที่สุดแล้วประชาชนจะเป็นผู้พิจารณาว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดีหรือไม่อย่างไร

“ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังยืนยันในหลักการสิทธิเสรีภาพตามแบบรัฐธรรมนูญในอดีตเหมือนเดิมทุกประการ อะไรที่เคยมีอย่างไรก็ยังมีอยู่อย่างนั้น สิทธิต่างๆ ยังเหมือนเดิม ระบบการเลือกตั้ง สส.บางพรรคการเมืองอาจจะไม่ชอบ แต่ประชาชนอาจบอกว่าเลือกตั้ง สส.ด้วยบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวก็ดีแล้วก็ได้

“ถ้าประชาชนเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญดี เขาก็รับ แต่หากประชาชนบอกว่ามันยังไม่ดี จะเป็นการสืบทอดอำนาจเผด็จการ ประชาชนก็ไม่รับ สรุปแล้วทุกอย่างอยู่ที่ประชาชน ผมเชื่อในการตัดสินใจของประชาชน อย่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มีฝ่ายการเมืองออกมาโจมตีตลอด แต่สุดท้ายประชาชนลงประชามติยอมรับ

“ผมเป็นกรรมการการเลือกตั้งมาก่อนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเลือกตั้งมาทั่วประเทศ ผมเข้าใจประชาชนเลย อย่าคิดว่าพรรคการเมืองจะสั่งประชาชนให้ไปซ้ายหรือขวาได้ เพราะประชาชนเขาคิดของเขาได้

“มีตัวอย่างมาแล้ว อย่างการเลือกตั้งท้องถิ่น ก็มีหลายคนที่เป็นตัวเต็งแต่กลับสอบตกเป็นจำนวนมาก เพราะประชาชนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ดังนั้นอย่าคิดว่าพรรคการเมือง นักการเมืองสั่งประชาชนได้ ไปคิดว่าตัวเองไม่เอาแล้วสั่งให้ประชาชนไม่เอา แบบนี้คิดผิดเลย ผมถึงบอกว่านักการเมืองต้องปรับตัว”

สุดท้าย ประพันธ์ ในฐานะอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง มองปัญหาการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงที่ผ่านมา ว่า ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย ทุกวันนี้คนยังคิดว่า กกต.มีอำนาจจับคนทำผิดการเลือกตั้ง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พูดง่ายๆ ไม่ได้มีอำนาจจับคนซื้อเสียงเลย

“กกต.มีอำนาจแค่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่เท่านั้น ดังนั้นต้องหาวิธีการอื่นเพื่อทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น งานของ กกต.แยกออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.กระบวนการจัดการเลือกตั้ง ปัจจุบัน กกต.สามารถดำเนินการได้จนเป็นที่ยอมรับได้ในระดับหนึ่งแล้ว

“2.กระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เช่น การตรวจสอบเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งถูกตำหนิมากที่สุด กกต.ไม่มีอำนาจจะไปจับกุมใคร ปืนก็ไม่มี ทำได้แค่การสอบพยานหลักฐานและสั่งเลือกตั้งใหม่

“การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีความตั้งใจอยากจะแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ และเชื่อว่าการตรวจสอบการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้งจะมีความเข้มข้นมากขึ้น ใครจะคิดทุจริตเลือกตั้งครั้งหน้าต้องคิดหนักเลย เพราะ 1.การบังคับใช้กฎหมายจะมีมากขึ้น ใครจะไปเดินแจกเงิน จะเสี่ยงอันตรายเป็นอย่างมาก

“2.คนซื้อเสียง จะถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต พรรคการเมืองที่มีผู้สมัครทุจริตจนต้องถูกสั่งให้เลือกตั้งใหม่ ก็อาจได้รับคะแนนน้อยกว่าเก่าจนกระทบต่อจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ” ประพันธ์ ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้