
จีดีพีไทยต่ำสุดในภูมิภาคแล้วยังไง?
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
ในตอนที่แล้วผมได้อธิบายพื้นฐานเรื่องจีดีพีแบบง่ายๆ ที่สุด และผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันกับประเทศไทย พร้อมกับพยายามมองมุมกลับว่า จริงๆ แล้วถ้าเรายอมรับความจริงว่ามันคงต้องเป็นอย่างนี้ล่ะ แล้วลองมองหาทางอื่นเพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศธุรกิจขนาดใหญ่ กลาง และขนาดเล็ก รวมทั้งเกษตรกรพอไปได้ในช่วงเวลานี้ หรือเราทำตรงไหนได้บ้างที่ได้ทั้งในมุมตัวเลขจีดีพีและคุณภาพของจีดีพี
คำว่าคุณภาพของจีดีพีนั้น หมายถึง การกระจายความมั่งคั่งออกไปให้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศได้ประโยชน์ ไม่กระจุกตัว ซึ่งหากมุ่งเร่งโดยไม่รอบคอบและมองผลกระทบอื่น ผลที่ตามมาจีดีพีอาจจะดีขึ้นได้ แต่เมื่อจีดีพีส่วนใหญ่ (60%) ของประเทศไทยมาจากการส่งออก อาจจะกลายเป็นการขยายความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจบางอย่างโดยไม่ตั้งใจ
และแม้จะเห็นภาครัฐทุ่มเรื่องการใช้จ่ายซึ่งเป็นกลไกสำคัญหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เวลา ก็คือปัจจัยสำคัญกว่าเม็ดเงินจะลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจและอาจเห็นผลปีหน้าในไตรมาส 2 เป็นต้นไป
ที่เขียนทั้งหมดผมไม่มองมุมทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ประการเดียว แต่พยายามจะเอาข้อเท็จจริงบางประการของประเทศเป็นฐานการคิดให้เชื่อมโยง เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจกับสังคมต้องอยู่ด้วยกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยในวันนี้ ที่หลายฝ่ายยอมรับว่า โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยพึ่งพาการส่งออกมากไปและพึ่งมายาวนาน จนธุรกิจขาดการพัฒนา เคยชินกับสิ่งเดิม แต่โลกนี้เปลี่ยนแปลงเร็วแล้ว...
มองง่ายๆ ว่าสมัยก่อนตั้งโรงงาน 1 โรงงาน ผลิตสินค้าอาจมีอายุการใช้งานได้ 10 ปี วันนี้ตั้งโรงงานผลิตสินค้าอาจเหลืออายุใช้งานเพียง 3 ปีต้องปิดทิ้งแล้ว
และที่สำคัญคือประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่เคยอยู่ในสายตานักลงทุน ตอนนี้กลายเป็นดาวเด่นของภูมิภาคนี้ไปเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะเวียดนามและเมียนมา
เรากำลังถูกแบ่งความมั่งคั่งออกไป แม้ว่าหลายๆ คนจะเชื่อว่าตามจุดยุทธศาสตร์ทางพื้นที่แล้ว ไม่มีประเทศใดในภูมิภาคนี้ได้เปรียบประเทศไทย และมีเรื่องของ AEC เข้ามาอีก ไทยจะเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์
ผมอยากเรียนด้วยความเคารพว่า ถึงชั่วโมงนี้ของโลก “ไม่แน่เสมอไปว่าเราจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง” หากไม่ปรับตัว ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในร่วมกันไปด้วย
นี่ยังไม่รวมเรื่องเขตการค้าข้ามโลกพิสดารแบบ TPP (Trans Pacific Partnership) ซึ่งน่าจะเป็นเขตการค้าที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก นำโดยสหรัฐอเมริกาที่เพื่อนบ้านบางส่วนใน AEC กระโดดเข้าไปเรียบร้อยแล้ว
อนาคตโลกนี้จะเต็มไปด้วยการแข่งขันที่หนักหน่วงและรุนแรง
คนไทยได้เวลาจับมือกันในประเทศไทยแล้วกระมัง ต้องมาสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศร่วมกันก่อนแล้วค่อยไปทะเลาะกันต่อทีหลัง มีผู้อ่านให้มุมมองทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับบทความครั้งที่แล้ว ขอขอบพระคุณ แต่ขอเป็นการแลกเปลี่ยนเชิงมุมมอง ไม่อคติ (Subjective) หรือตั้งธงล่วงหน้า หรือตัดสินไว้ก่อนแล้วว่าผิดหรือถูก
อาทิ นโยบายหลายอย่างที่รัฐบาลควักมาใช้ยามฉุกเฉิน ขณะนี้ที่เรียกว่านโยบายประชารัฐ ซึ่งโดยหลักการก็คือการสร้างสภาพคล่องทางเศรษฐกิจให้ฐานราก เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น เกิดการใช้จ่ายในประเทศแบบกระจายตัวและรวดเร็วให้ประชาชนเป็นผู้ริเริ่มจริงๆ
โดยส่วนตัวผมมั่นใจว่าสิ่งที่ทำให้ต้องมีนโยบายเหล่านี้ออกมาเป็นระยะ เพราะโครงสร้างภายในที่ไม่สมดุล รวมทั้งแม้มีนโยบายเหล่านี้ออกมา ก็มักมีผลลบตามมา ไม่ว่าเรื่องความโปร่งใสหรือความเท่าเทียม แต่ก็คิดง่ายๆ ว่าดีกว่าไม่ทำอะไร เพราะว่าความยืดหยุ่นต่อระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงของธุรกิจแต่ละส่วนในประเทศนี้ไม่เท่ากัน ธุรกิจใหญ่อาจยืดหยุ่นหรือรับแรงต้านได้มากกว่า ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ธุรกิจครอบครัว อาจไม่สามารถปรับตัวได้เลยหากไม่มีกลไกใดๆ ช่วยเหลือ
บางทีหากเราสวมหมวกเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์ ก็อาจเห็นความคุ้มค่าอย่างหนึ่ง มองเป็นตัวเลข เป็น Multiplier Effect แต่ผู้เขียนมองแบบคนธรรมดา
จั่วหัวมาตลอดเรื่องจีดีพี จริงๆ แล้วไม่ค่อยให้ความสำคัญกับตัวเลขจะเพิ่มจะลดจะกี่เปอร์เซ็นต์มานานมาก แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของตัวเลขมากกว่า และคิดว่าเวลานี้ เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะจัดการปัญหาเรื่องคุณภาพของจีดีพีเสียที เพราะทางเดินที่จำกัดนี่ละยิ่งดี ยิ่งทำให้ต้องร่วมมือกัน
หากสรุปสั้นๆ การเน้นภาคส่งออกมายาวนานทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและความเหลื่อมล้ำคือต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดในสังคมในทุกมิติ เอาแค่นโยบายประชารัฐออกมา คนจะได้รับเงินก็บอกว่าดี คนที่มีความมั่งคั่งอยู่ได้ ก็บอกว่าไม่ดี ภาษีประชาชน พูดกันไปมาก็จะเริ่มวนไปเรื่องเดิมๆ 10 ปีไปไม่รอด เพราะแต่ละฝ่ายต่างฐานะกันมาก
ฝ่ายหนึ่งรอจีดีพีฟื้นได้ เก็บความมั่งคั่งมีทุนสำรอง มีแหล่งเงินฉุกเฉินมากมาย เคลื่อนย้ายทุนของตนสู่จุดที่ให้ผลประโยชน์สูงกว่าในต่างประเทศได้
อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีเวลารอเพราะไม่มีอะไรเลยและเวลากระทบไม่ใช่กระทบนิติบุคคล แต่กระทบทั้งครอบครัว ชุมชน สังคม ปัญหาคือคนส่วนหลังมีประมาณ 37-40 ล้านคน (ประมาณคร่าวๆ จากจำนวนเกษตรกร รวมกับจำนวนคนที่เกี่ยวข้องกับ SME 2.8-2.9 ล้านราย)
ฉะนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องตัดสินว่าใครถูกใครผิดเรื่องนี้ เพราะยืนอยู่คนละโครงสร้างอย่างชัดเจน แต่หากมุ่งวิเคราะห์ไปไกลกว่าตัวเลขสักนิดเรื่องคุณภาพ หรือส่วนผสมที่ทำให้เกิดจีดีพี ถกกันให้มากขึ้นสักหน่อยเรื่องพวกนี้ แทรกเข้าไปกับการประกาศและพยากรณ์กันซะบ้าง
คนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกนำเข้า อาจจะเข้าใจกันมากขึ้นก็ได้ว่า เราทุกคนอยู่บนเรือลำเดียวกันและสัมพันธ์กันในทุกมิติแล้วครับ







