
บทเรียนจากปารีส
เหตุการณ์ก่อการร้ายใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา เป็นโศกนาฏกรรมอันน่าสะเทือนใจ ความรุนแรงของเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตนับร้อยคน บาดเจ็บอีกกว่า 200 คนนั้น ถือว่ารุนแรงมากแล้ว แต่หากพิจารณาลักษณะการก่อเหตุซึ่งคนร้ายใช้วิธีการก่อเหตุหลายรูปแบบ ทั้งวางระเบิด กราดยิงในโรงละคร ที่สาธารณะ หลายๆ จุดในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเตรียมการและกระทำกันอย่างเป็นขบวนการ แม้จะเกิดความสูญเสียอย่างมาก แต่สิ่งที่หนักหนากว่านั้นคือการสร้างความตื่นกลัวให้แพร่กระจายออกไปทั้งโลกอย่างกว้างขวางในเวลาอันรวดเร็ว
เหตุการณ์ก่อการร้ายใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา เป็นโศกนาฏกรรมอันน่าสะเทือนใจ ความรุนแรงของเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตนับร้อยคน บาดเจ็บอีกกว่า 200 คนนั้น ถือว่ารุนแรงมากแล้ว แต่หากพิจารณาลักษณะการก่อเหตุซึ่งคนร้ายใช้วิธีการก่อเหตุหลายรูปแบบ ทั้งวางระเบิด กราดยิงในโรงละคร ที่สาธารณะ หลายๆ จุดในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเตรียมการและกระทำกันอย่างเป็นขบวนการ แม้จะเกิดความสูญเสียอย่างมาก แต่สิ่งที่หนักหนากว่านั้นคือการสร้างความตื่นกลัวให้แพร่กระจายออกไปทั้งโลกอย่างกว้างขวางในเวลาอันรวดเร็ว
แม้จะมีการเทียบเหตุการณ์ในกรุงปารีสว่าไม่ต่างจากสงคราม แต่การสู้รบในสงครามนั้นอาจจำกัดพื้นที่ ขีดวงมิให้ลุกลาม แต่การก่อการร้ายมิอาจขีดวงกำหนดพื้นที่ได้ ผลกระทบของการก่อการร้ายจึงหนักหนายิ่งกว่าสงคราม นั่นคือความหวาดกลัวของผู้คนทั้งโลก บ้าน สังคม ชุมชน ประเทศอันเคยสงบสุข ไม่ใช่สถานที่ซึ่งจะวางใจได้ว่าปลอดภัยอีกต่อไป ภัยก่อการร้ายพร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกที่ และทุกผู้คน ไม่ว่าฐานะ ตำแหน่งหน้าที่ เพศ หรือวัยใด ก็อาจได้รับผลกระทบจากภัยก่อการร้ายได้ทั้งนั้น
การก่อการร้าย การใช้ความรุนแรงโดยไม่เลือกวิธีการ เพียงเพื่อให้ผลของความรุนแรงสร้างความหวาดกลัว ทำลายวิถีชีวิตปกติของผู้คน ไม่คำนึงถึงผู้ได้รับผลกระทบในวงกว้าง จึงสมควรต้องถูกประณาม และทุกประเทศจะต้องหาทางสกัดกั้นมิให้มีการใช้ความรุนแรงโดยไม่เลือกเป้าหมายเช่นนี้อีก
ขณะเดียวกันสังคมโลก โดยเฉพาะองค์กรระหว่างประเทศเช่นสหประชาชาติ ก็ควรทบทวนบทบาททั้งของตนเองในฐานะผู้แก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี รวมทั้งบทบาทของประเทศมหาอำนาจที่เข้าไปแทรกแซงปัญหาภายในของประเทศอื่น ซึ่งแทนที่จะคลี่คลายปัญหา แต่ในหลายกรณีกลับทำให้ความรุนแรงขยายบานปลาย
ถึงเวลาที่สังคมโลกที่รวมตัวกันเป็นองค์การสหประชาชาติ ต้องกำหนดนโยบายการเมืองโลกขึ้นใหม่ โดยมิให้อภิมหาอำนาจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกำหนดแนวทางระเบียบโลกเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งจะยิ่งทำให้ปัญหาความขัดแย้งของโลกยิ่งยุ่งเหยิงยากคลี่คลาย
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ภายในประเทศช่วงรอบทศวรรษที่ผ่านมาก็เห็นได้ชัดแล้วว่า มิได้ปลอดพ้นจากการก่อเหตุร้ายและความรุนแรง มิใช่แค่ปัญหาชายแดนภาคใต้ซึ่งก่อความสูญเสียอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่ทำให้มีการก่อเหตุร้ายขึ้นในพื้นที่อื่นๆ กรณีระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นฝีมือของชาวอุยกูร์ คือตัวอย่างที่ชัดเจน
แม้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งกอบกู้สร้างความเชื่อมั่นความปลอดภัย มิให้เหตุการณ์ที่แยกราชประสงค์กระทบต่อการท่องเที่ยว แต่หลังเหตุการณ์คลี่คลาย มาตรการต่างๆ ก็เบาบางลงไปด้วย
ฝรั่งเศสนั้นถือเป็นประเทศชั้นนำ ที่ระบบรักษาความปลอดภัยสาธารณะมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ดังนั้นบทเรียนเหตุร้ายในฝรั่งเศสครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่ประเทศไทยควรต้องศึกษา ทบทวนมาตรการของเรา เพื่ออุดช่องว่าง ปิดช่องโหว่ต่างๆ มิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยขึ้นอีก







