posttoday
แม่สื่อสื่อรัก

แม่สื่อสื่อรัก

07 พฤศจิกายน 2558

หลังจากแม่สื่อพูดชวนผมเสร็จก็นัดว่าจะมารับผม “ลื้อเตรียมตัวให้ดี ทำหน้าให้หล่อ แต่งตัวเท่ๆ หน่อยนะ

โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง

หลังจากแม่สื่อพูดชวนผมเสร็จก็นัดว่าจะมารับผม “ลื้อเตรียมตัวให้ดี ทำหน้าให้หล่อ แต่งตัวเท่ๆ หน่อยนะ อีกสองวันอั๊วจะมารับ” แล้วแม่สื่อก็นัดแนะวันและเวลาอย่างละเอียดกับผม เธอเป็นคนพูดฝ่ายเดียวโดยไม่ถามผมสักคำว่าอยากไปไหม ความที่ผมเป็นคนไม่ชอบขัดใจใคร และแม่สื่อเองก็เป็นผู้ใหญ่ที่ผมเคารพ มีความเกรงใจอยู่มาก ทำให้ผมต้องรับนัดแบบไม่ค่อยเต็มใจ

เมื่อแม่สื่อพาผมไปที่บ้านของครอบครัวจีนแคะครอบครัวนั้น ผมได้พบสาวสวยคนหนึ่งชื่อว่า ชิวบ๊วย เป็นลูกสาวในสกุล “เตีย” เธออายุ 18 ปี

แม่สื่อแนะนำให้ผมรู้จักกับพ่อของชิวบ๊วย ท่านมองผมแล้วยิ้มให้ เชื้อเชิญให้ผมกับแม่สื่อนั่ง ชิวบ๊วยยกมือไหว้แม่สื่อเหมือนคนที่รู้จักกันดี แม่สื่อยิ้มแล้วแนะนำผมให้ชิวบ๊วยรู้จัก

“ชิวบ๊วย นี่พี่ซิวซีคนที่อั๊วะเคยเล่าให้ฟังไง”

ชิวบ๊วยมองผมแล้วยิ้มยกมือไหว้ด้วยอาการเขินอาย

ผมไม่รู้ว่าเธอฟังแม่สื่อพูดถึงผมว่าอย่างไร แต่ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อขึ้น ไม่กล้าสบตาผม ในขณะนั้นผมเพ่งพินิจพิจารณาเธอนิ่งๆ นึกชมเธออยู่ในใจว่า เธอสวย เรียบร้อยดี

เรานั่งคุยกันอยู่พักหนึ่ง จากนั้นแม่สื่อก็พาผมไปพบกับคุณแม่ของชิวบ๊วย เธอกำลังป่วยหนัก ลุกมาคุยด้วยไม่ได้ แต่เธออยากพบผม ขอให้แม่สื่อพาผมไปพบ

แม่ของชิวบ๊วย เป็นผู้หญิงวัย 43 ปี ท่าทางใจดี “ดีใจที่ได้พบคุณ” เธอพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบา หากแต่มีรอยยิ้มของความปีติเต็มใบหน้า “แม่สื่อเล่าว่าคุณเป็นคนดี ขยันทำมาหากิน ฉันก็อยากรู้จัก ไม่ผิดหวังเลย หน้าตาท่าทางของคุณทำให้ฉันเชื่อว่าคุณดีจริง”

“คุณพูดยอผมมากไปแล้ว”

แม่ของชิวบ๊วยพูดให้รู้ถึงปัญหาของเธอ และบอกถึงความต้องการในใจด้วย...

“ฉันเป็นห่วงชิวบ๊วย อยากฝากให้เธอดูแล อยากให้เธอแต่งงานกับลูกสาวของฉัน...ฉันไม่แน่ใจว่าเหลือเวลาอีกนานเท่าไหร่ที่จะมีชีวิตอยู่ อยากเห็นลูกสาวของฉันได้แต่งงานกับคนดี เพื่อที่ฉันจะได้ตายตาหลับ”

ความปรารถนาในใจของแม่ของชิวบ๊วยที่พูดออกมานั้น ทำให้ผมถึงกับอึ้งไปทันที แต่ไม่ได้โต้แย้งใดๆ ออกไป เพราะคิดว่าเพื่อความสุขของคนป่วยที่อาจจะมีเวลาเหลือน้อยนิด เธอควรจะสมหวัง...ได้รับแต่สิ่งที่เรียกว่า...ความสุขใจ

เธอเองก็พอใจในระดับหนึ่งที่เห็นผมไม่ปฏิเสธ หลังจากได้คุยกันวันนั้น เธอขอให้ผมมาเยี่ยมเธอบ่อยๆ ผมก็ไปเพราะเห็นแก่คนป่วย มีโอกาสได้ไปเยี่ยมแม่ของชิวบ๊วยอีกหลายครั้ง ทำให้ได้รู้ประวัติแม่ของชิวบ๊วย ว่าเดิมเป็นลูกสาวในตระกูลผู้ดีเก่า มณฑลกวางตุ้ง เป็นคนมีฐานะ แต่โชคชะตาฟ้าลิขิตให้เธอพบรักกับชายต่างฐานะ

ความรักของเธอหากเปรียบก็เป็นแบบดอกฟ้ากับยาจก เป็นรักที่เต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ความรักเหนือทุกสิ่งเธอละทิ้งความสุขสบายทางด้านวัตถุทั้งปวง เพียงเพื่อจะได้มาอยู่กินกับพ่อของชิวบ๊วย และนั่นทำให้เธอต้องกลายเป็นคุณหนูตกยาก มีชีวิตคู่อยู่อย่างลำบากหลังจากใช้ชีวิตกับพ่อของชิวบ๊วย

ผมได้รู้ในเวลาต่อมาว่า ชิวบ๊วยเดินทางออกจากเมืองจีนมาในปีเดียวกับผม ขณะที่เธอมีอายุแค่ 15-16 ปีเท่านั้น ช่วงเวลา 3 ปีที่เธอเดินทางกับครอบครัวมาอยู่เมืองไทยต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว โดยต้องไปทำงานเย็บรองเท้าแถววัดไตรมิตร ได้เงินเดือนเดือนละ 30 บาท และต้องกินอยู่ที่ทำงานด้วย

เดือนๆ หนึ่งเธอมีวันหยุด 2 วันเท่านั้น และเมื่อถึงวันหยุดของเธอซึ่งตรงกับวันพระจีน เธอก็จะได้กลับมาเยี่ยมบ้าน

ส่วนพ่อของชิวบ๊วย เคยขายปลาทูมาก่อน ความที่มีฝีมือในทางทำอาหารจึงได้ไปเป็นกุ๊กอยู่ที่โรงงานทำอะลูมิเนียมแห่งหนึ่ง ส่วนแม่ของชิวบ๊วยไม่ได้ทำงานอะไร เพราะสุขภาพไม่แข็งแรง อาจเป็นเพราะเธอเคยมีชีวิตที่สุขสบาย เมื่อต้องมาอยู่กับสามีที่ต่างฐานะทำให้เธอกรำงานหนักและล้มป่วยลง

เหมือนพรหมลิขิตขีดเส้นให้เรามาพบกัน ผมได้เจอชิวบ๊วยบ่อยๆ บอกตามตรงว่า ตอนแรกยังไม่ได้รักชอบอะไรเธอ มาที่บ้านสกุลเตียก็เพราะสงสารคนป่วย อยากให้แม่ของชิวบ๊วยมีกำลังใจ ผมหวังว่าเมื่อมีกำลังใจดีขึ้น เธอจะหายป่วยมีร่างกายแข็งแรงขึ้น

สาเหตุที่ผมไม่ได้รู้สึกรักชอบอะไรชิวบ๊วยนั้น ไม่ใช่เพราะเธอไม่สวย หรือไม่น่ารัก แต่ผมมีความมุ่งมั่นเรื่องจะสร้างเนื้อสร้างตัว ใจคิดหมกมุ่นอยู่เพียงเรื่องเดียว และผมก็เพิ่งจะได้เป็นเจ้าของโรงงานฟอกหนัง มีอุปสรรคและปัญหานานัปการที่ต้องคิดเครียด ทั้งหนี้สินก้อนโต ยังไม่รู้จะจัดการกับชีวิตอย่างไรดี หลายสิ่งหลายอย่างประเดประดังกันเข้ามาในตอนนั้น หัวใจเลยไม่ว่างจะคิดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ

หลายเดือนที่ผมเดินเข้าออกบ้านสกุลเตีย แต่ไม่มีอะไรคืบหน้า ผมไม่โต้แย้งแต่ก็ไม่เคยรับปากเรื่องแต่งงานกับชิวบ๊วย ยิ่งช่วงหลังสุขภาพของแม่ชิวบ๊วยดีขึ้น ผมก็เริ่มห่างๆ ไม่ค่อยได้ไปหา แม่สื่อก็มารบเร้าให้ผมไปเยี่ยมชิวบ๊วยกับแม่

“ทำไมพักนี้ถึงไม่ไปหาชิวบ๊วยเลยล่ะ”

“ผมไม่ว่าง แล้วแม่ของชิวบ๊วยก็ดีขึ้นมากแล้ว ไม่ต้องห่วงอะไรแล้วนี่”

“ตอนนี้ที่อยากให้ไป ไม่ใช่เรื่องเยี่ยมคนป่วยอีกแล้ว แต่อยากให้ลื้อไปหาชิวบ๊วย พูดคุยกันว่าจะลงเอยกันเมื่อไหร่ ดูกันมานานแล้วทำไมไม่จัดการอะไรสักที”

คำพูดของแม่สื่อ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกเร่งรัดในเรื่องที่ยังไม่พร้อม ผมถึงกับเอ่ยปากบอกแม่สื่ออย่างไม่เกรงใจว่า

“คนอย่างผม ใครก็ยุแหย่ไม่ได้ ผมไม่ใช่คนหูเบา”

เพราะเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเอง และต้องการทำสิ่งต่างๆ ตามความต้องการจริงๆ ของตนเอง การเร่งเร้าหรือผูกมัดบางอย่างกลับทำให้ผมรู้สึกต่อต้านและหงุดหงิดใจ จนลืมตัวเผลอพูดแรงๆ ออกไป พอได้สติเลยพูดให้น่าฟังขึ้นว่า

 “แม่สื่อครับ ถ้าผมจะแต่งงานกับผู้หญิงคนไหน ผมควรมีเวลาศึกษาดูใจกัน ถูกต้องมั้ยครับ”

“ตามใจลื้อแล้วกัน หวังว่าจะไม่มีผู้ชายคนอื่นมาคว้าอาชิวบ๊วยไปก่อน เพราะลื้อมัวแต่ชักช้าอยู่อย่างนี้”

แม่สื่อพูดอย่างไม่พอใจ

 (อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน