
ลดเป้าศก.ยังไม่พอ แผน 5 ปีจีนยังท้าทาย
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ [email protected]
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ [email protected]
ประกาศไปแล้วสำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2016-2020 ของจีน หรือแผน 5 ปี ซึ่งค่อนข้างตรงกับที่มีการวิเคราะห์มาก่อนหน้านี้ว่า ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จะลดเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจลงมาอยู่ที่ 6.5% ต่อปี พร้อมเดินหน้าการปฏิรูปในหลายด้าน โดยเฉพาะเงินหยวนและตลาดทุนให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรีมากขึ้น
หลายฝ่ายต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงทิศทางของจีนในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้ ว่า เป็นไปอย่างเหมาะสมแล้ว เนื่องจากหากวิเคราะห์บนพื้นฐานที่เศรษฐกิจจีนในปัจจุบันขยายตัวได้ 6.9% การจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ขยายตัวมากกว่า 7% เหมือนที่เคยทำได้มาตลอดนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะจากช่วง 5 ปีก่อน ที่เงินทุนทั่วโลกจากผลของมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) หลั่งไหลมากองกันที่จีนและทั่วเอเชีย ทั้งเพื่อลงทุนจริงและลงทุนในหุ้น หรือสินทรัพย์รูปแบบอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์
แต่จีนในยุค 5 ปีหลังจากนี้ คือยุคที่เศรษฐกิจโลกกลับด้าน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ย ทำให้มีเงินทุนไหลออกกลับไปยังซีกโลกเดิม ขณะที่ธนาคารกลางอื่นๆ แม้อาจยังต้องผ่อนปรนต่อเพื่อพยุงเศรษฐกิจของตนเองไปอีกระยะ แต่ก็จะต้องปรับนโยบายการเงินให้กลับมาสมดุลภายในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้อย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เต็มไปด้วยความผันผวนสูง
อย่างไรก็ตาม แม้เบื้องต้นจะลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจลงมาจากเดิมแล้วถึง 0.5% แต่ภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ก็ยังมีความท้าทายหลายด้านที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ต้องเผชิญหรือทำให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้เช่นกัน
ที่สำคัญก็คือ จีนจะรักษาสมดุลระหว่างการปฏิรูป และการรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันได้อย่างไร เพราะโดยปกติแล้ว การปฏิรูปมักต้องยอมแลกมาด้วยการเติบโตในระยะสั้นที่ลดลง เพื่อให้พื้นฐานแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนในระยะยาวมากกว่า
แม้จะลดเป้าหมายมาที่ 6.5% ทว่าในทางปฏิบัติจริง ก็ยังเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลกรุงปักกิ่งจะกล้าปล่อยให้จีดีพีลดลงมาแพ้เพียงเฉียดเป้าที่ตั้งไว้ เนื่องจากจะส่งผลทางด้านจิตวิทยาอย่างหนักต่อทั้งผู้บริโภคชาวจีนและเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะบรรดาประเทศคู่ค้าสำคัญ ซึ่งเรื่องนี้ก็ปรากฏให้เห็นมาแล้วในปีนี้ ที่จีนมีความเสี่ยงจะหลุดกรอบ 7% สูง เมื่อเศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัวได้ที่ 6.9%
ขณะที่จุดสมดุลที่แท้จริงซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองเอาไว้คือที่ระดับ 6% ถ้วน ซึ่งทางการจีนไม่กล้าพอที่จะหั่นลงมาทีเดียวถึง 1%
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จีดีพีจะโตได้ 6% หรือ 7% เพราะก็ยังถือเป็นการเติบโตในระดับปานกลาง-สูงอยู่แล้ว เมื่อเทียบกับเขตเศรษฐกิจใหญ่ๆ หลายแห่งทั่วโลก แต่เป็นเพราะทั้งจีนและโลกต่าง “ยึดมั่น” กับเป้าหมายจีดีพีมากเกินไป มากกว่าที่ทุกประเทศต่างตั้งเป้ากับตัวเอง เช่น ญี่ปุ่น ก็มีเป้าหมายจะดันอัตราเงินเฟ้อให้ขยับขึ้นไปแตะ 2% ให้ได้เช่นกัน จากปัจจุบันที่ติดลบอยู่
ทั้งนี้ ก็เพราะว่าทุกตัวเลขเปอร์เซ็นต์ขึ้น-ลงของจีน ยังหมายถึงการส่งออกและนำเข้าปริมาณมหาศาลในแต่ละปี เช่น กรณีของไทยเอง ที่ตัวเลขการส่งออกไปจีนหดตัวมาหลายเดือนติดต่อกันในปีนี้ หลังจากที่หดตัวหนักมาในปีที่แล้ว เพิ่งจะเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวกระเตื้องให้เห็นบ้างในเดือน ต.ค.ที่เพิ่งผ่านมานี้เอง ทำให้เมื่อจีดีพีของจีนยิ่งเสี่ยงขยายตัวต่ำ โลกก็ยิ่งกดดันฉายภาพของความตื่นตระหนก ซึ่งอาจรุนแรงกว่าความเป็นจริงด้วยซ้ำ
การเข้ามานั่งในตำแหน่งผู้นำจีนช่วงเกือบขวบปีแรก จึงยังคงเต็มไปด้วยการอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องจากยุคของหูจิ่นเทา เพื่อไม่ให้การเติบโตต้องสะดุดลง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยหนี้ที่พุ่งขึ้นไปเกือบแตะระดับ 30 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยภายในกลางปี 2014 จีนมีหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน และหนี้ภาคเอกชนรวมกันถึง 28 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 282% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจต่อปี
เพื่อควบควบคุมหนี้และฟองสบู่ในประเทศ ขวบปีต่อมาของสีจิ้นผิงจึงไม่ใช้นโยบายกระตุ้นทางการคลังมากนัก แต่หันมาใช้นโยบายการเงินแบบประปรายหลายครั้งแทน เพื่อลดภาระทางงบประมาณ แต่การกระตุ้นเช่นนี้ก็ไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก สะท้อนจากจีดีพีที่หลุด 7% มาแล้ว
ยิ่งรัฐบาลจีนประกาศจะเดินหน้าจริงจังในการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุน โดยเฉพาะการกำหนดเป้าหมายให้สามารถซื้อขายเงินหยวนได้อย่างเสรีภายในปี 2020 พร้อมกับดันให้เงินหยวนเป็นหนึ่งในสกุลเงินสำรองของตะกร้ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ยิ่งทำให้เป็นเรื่องยากที่จีนจะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนสร้างความได้เปรียบทางการค้าเหมือนที่ผ่านๆ มาอีก
ไม่เพียงแต่เรื่องการปฏิรูปตลาดเงิน-ตลาดทุนเท่านั้น เพราะการขายฝัน ไชนีสดรีม ที่มุ่งลดช่องว่างคนจนคนรวย กระจายความมั่งคั่งต่อหัวให้มากขึ้น และส่งเสริมนวัตกรรมโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อหวังเปลี่ยนเศรษฐกิจบนฐานการผลิตให้เป็นเศรษฐกิจภาคบริการเหมือนกับสหรัฐและญี่ปุ่นนั้น ก็ยังเป็นไปได้ยากในช่วง 5-10 ปีข้างหน้านี้ เนื่องจากปัญหาหลักที่โครงสร้างด้านกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายในจีน รวมไปถึงระบบการปลูกฝังความคิดใหม่ๆ ซึ่งยังต้องใช้เวลาเปลี่ยนผ่านอีกระยะ
แผน 5 ปีฉบับใหม่นี้จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของจีนที่ยังต้องรอการพิสูจน์อีกยาว







