
เสียงต้านระบบเลือกตั้ง ร่าง รธน.ไปต่อลำบาก
สูตรเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” นับเป็นนวัตกรรมการเมืองใหม่ ซึ่ง มีชัยฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สูตรเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” นับเป็นนวัตกรรมการเมืองใหม่ ซึ่ง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คิดค้นขึ้นมาให้สอดรับกับสถานการณ์และสังคมไทย แต่ทว่าด้วยแรงต้านที่รุนแรงตั้งแต่เริ่มต้น นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผลักดันระบบนี้ไปจนถึงจุดหมายปลายทาง
ยิ่งพรรรคการเมืองตั้งแต่พรรคขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก พร้อมใจประสานเสียงไม่เห็นด้วย ยิ่งทำให้เส้นทางนับจากนี้เต็มไปด้วยอุปสรรค
โดยเฉพาะกับระบบใหม่ถอดด้าม แถมไม่มีที่ไหนในโลกใช้กันย่อมเกิดข้อกังขาเป็นพิเศษ ยิ่งใช้บัตรเลือกตั้งระบบเขตใบเดียว แต่แยกนับคะแนนในระบบเขตสำหรับคนที่ได้คะแนนมากสุด ส่วนคนที่ได้ลำดับที่สองลงมาแยกมานับเป็นคะแนนพรรคด้วยแล้วยิ่งต้องชี้แจงกันเหนื่อย
ร้อนจนมีชัยต้องออกมาสยบเสียงต้านไล่เรียงชี้แจงรายประเด็น เริ่มตั้งแต่ที่มาที่ไปของแนวคิดเพื่อเคารพเสียงของประชาชนทุกคะแนนไม่ให้สูญเปล่า จากที่ผ่านมาบัตรเลือกตั้งใบหนึ่งนับคะแนนหมด แต่บัตรเลือกตั้งอีกหนึ่งใบนับส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนที่เหลือคะแนนจะถูกทิ้งน้ำไป
อีกทั้งประเด็นนี้ กรธ.ไม่ได้คิดถึงพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง และไม่คิดว่าจะเกิดประโยชน์หรือโทษใดกับพรรคการเมือง คิดแต่เพียงว่าจะทำอย่างไรให้คะแนนของประชาชนมีน้ำหนักนำไปใช้ในการออกเสียงเลือกตั้งใหม่มากที่สุด
ที่สำคัญ กรธ.มองว่าระบบเลือกตั้งนี้เป็นวิธีการ “ปรองดอง” อย่างหนึ่ง คือให้คะแนนเฉลี่ยกันไปทุกพรรค
อย่างไรก็ตาม ระบบนี้จะทำให้พรรคการเมืองจะต้องคัดเลือกคนดีที่สุดลงสมัคร แม้จะรู้ว่าคะแนนในเขตนั้นจะสู้พรรคการเมืองอื่นไม่ได้ แต่ก็ยังมีความหวังที่จะได้คะแนนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำไปคำนวณหา สส.บัญชีรายชื่อ
ดังจะเห็นจากในการเลือกตั้งปี 2554 มีเขตเลือกตั้ง 375 เขต มีถึง 120 เขตที่คะแนนของผู้รับเลือกตั้งได้น้อยกว่าคนที่ไม่ได้รับเลือกรวมกัน ดังนั้น เมื่อทุกพรรคมุ่งมั่นว่าต้องฟังเสียงประชาชน เราก็ต้องใช้เสียงประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ต้องลดการคิดถึงประโยชน์ของพรรคแล้วหันมานึกถึงประโยชน์ของประชาชนให้มากขึ้น
ส่วนประเด็นที่ถูกดักคอว่าเป็นระบบที่ไม่มีใครใช้ในโลกนั้น มีชัยอธิบายว่า คนไทยเรามีสติปัญญาที่จะคิดอะไรออกได้เอง ที่เหมาะสมกับบริบทของการเมืองไทย การไปเรียนหนังสือที่ต่างประเทศไม่ใช่ไปจำตำราของเขามาใช้อย่างเดียว แต่ต้องเรียนรู้และนำมาปรับใช้ให้เข้ากับประเทศของเรา
“ถ้าเราจะเอาโลกมาเป็นตัวอย่าง ก็ต้องถามว่าโลกนี้เคยมีรัฐบาลไหนที่ออกมาพูดในที่สาธารณะว่าคนภาคหรือจังหวัดนี้ไม่เลือกพรรคของตนจึงไม่จัดสรรงบประมาณให้ หรือเอาโครงการจากจังหวัดหนึ่งย้ายไปอีกจังหวัดหนึ่งเพียงเพราะจังหวัดนั้นไม่ได้เลือกคนของรัฐบาล ที่อื่นมีหรือไม่ ไม่รู้ แต่ประเทศไทยมี ซึ่งทาง กรธ.กำลังพยายามหาวิธีแก้ไขปัญหา”
ปัญหาอยู่ตรงที่ระบบนี้แต่ละพรรคการเมืองเห็นว่าจะเป็นปัญหามากกว่าการแก้ปัญหา เริ่มตั้งแต่เพื่อไทยที่เห็นว่าเป็นความพยายามต่อเนื่องที่จะบอนไซไม่ให้พรรคใหญ่ได้โตอย่างที่ควรจะเป็น
นพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย เห็นว่าการนำคะแนนผู้สมัครที่แพ้ในเขตไปนับรวมเพื่อคำนวณหาผู้สมัครจากระบบบัญชีรายชื่อ แต่คะแนนของผู้สมัครที่ชนะเลือกตั้งให้ทิ้งไปนั้น จะมีปัญหาทั้งเรื่องหลักการและวิธีปฏิบัติ เพราะการกาบัตรเดียวอาจไม่สนับสนุนกรณีประชาชนอาจไม่ชอบผู้สมัครแต่ชอบพรรค แถมยังจะขัดเจตนารมณ์ของประชาชนที่จำใจเลือก สส.เขตทั้งๆ ที่ไม่ชอบผู้สมัครคนนั้น แต่จำใจเลือกไปเพื่อให้พรรคที่ชอบหรือคนที่อยู่ในบัญชีรายชื่อในลำดับแรกของพรรคนั้นได้รับเลือก
ไม่ต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ตั้งข้อสังเกตว่า การให้ประชาชนลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้งเพียงหนึ่งใบอาจจะเกิดปัญหาประชาชนเลือก สส.เขตที่ชื่นชอบ แต่ไม่ชอบพรรค คะแนนที่เลือกก็ต้องนำไปให้พรรคที่ไม่ได้ชอบด้วย ถ้าเป็นเมื่อก่อนยังแยกลงคะแนนได้ แถมกังวลว่าเปอร์เซ็นต์ซื้อเสียงจะรุนแรงสูงมากเพราะลงคะแนนบัตรเดียว
ส่วนพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กที่ประเมินว่าจะได้เปรียบจากระบบนี้ ในฐานะที่ได้คะแนนระบบเขตเป็นลำดับที่สองลงมานั้นก็ยังเห็นว่าระบบนี้จะเป็นปัญหาต่อไป
สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทย กล่าวว่า สิ่งไหนที่เป็นการฝืนวัฒนธรรม ประเพณี ขนบธรรมเนียม หรือไม่ตรงกับวิถีชีวิตของประชชน สุดท้ายก็จะไม่ได้รับการยอมรับและเดินต่อไปไม่ได้
หรือ สุระ เตชะทัต โฆษกพรรคพลังชล กล่าวว่า การนับคะแนนโดยนำเอาคะแนนคนแพ้เลือกตั้งมาคำนวณเป็นระบบสัดส่วนหรือคะแนนพรรคนั้นจะถูกมองว่าไม่เป็นธรรมเสมอภาค เพราะคนที่ชนะจะไม่ถูกนำคะแนนมาคำนวณเป็นคะแนนระบบพรรค ต่างจากคนแพ้ที่จะได้คำนวณคะแนนทั้งระบบเขตและระบบพรรค
แรงต้านจากหลายพรรคการเมืองตั้งแต่ยังเป็นแค่โครงร่าง ย่อมเป็นปัจจัยขวางให้ระบบใหม่นี้มีแนวโน้มจะต้องสะดุดก่อนถึงปลายทาง หรือหากดันต่อไปยากที่จะผ่านการทำประชามติ







