posttoday
กฏหมายใหม่? VS มุมมองใหม่? เพื่อสิ่งแวดล้อมของเรา (ตอนที่1)

กฏหมายใหม่? VS มุมมองใหม่? เพื่อสิ่งแวดล้อมของเรา (ตอนที่1)

19 กรกฎาคม 2553

....สรชน บุญสอง

แปลกแต่จริง... ตัวบทกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่มากมาย ไม่สามารถจุด ประกายให้ผู้คนหันมาใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ ในขณะที่คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองเกี่ยวกับมาบตาพุดเพียงฉบับเดียวนั้น กลับทำให้เกิดความเคลื่อนไหวอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการผลักดันด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม ราวกับว่าไม่เคยมีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ในประเทศไทยมาก่อน เหตุการณ์นี้ได้ก่อให้เกิดกระแสในการเสนอกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ มากมาย เพื่อคุ้มครองและรักษาสภาพแวดล้อม ทำให้ชวนฉงนว่ากฎหมายสิ่งแวดล้อมไม่เคยมีตัวตนอยู่ในประเทศไทยเลยหรือ หรือมีอยู่แต่ถูกลืม

หากจะกล่าวว่าประเทศไทยไม่เคยมีการบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมก็คงไม่ค่อยจะถูกต้องนัก แต่ก็คงจะผิดยิ่งกว่าหากจะกล่าวว่าประเทศไทยมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ ถ้าจะให้สรุปง่ายๆ คงจะพูดได้ว่าประเทศไทยนั้น (เพียงแต่) “มี” กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมานานแล้ว ดังนั้น การออกกฎหมายใหม่ๆ เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (ตามกระแส) นั้นอาจไม่ช่วยในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ หากแต่การพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในปัจจุบันและใคร่ครวญให้ดีว่า จะใช้สิ่งที่มีอยู่ในมือให้เกิดประโยชน์กับสิ่งแวดล้อมได้อย่างไรต่างหากเล่า ที่น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ได้

เมื่อสรุปได้เช่นนั้นแล้ว การดำเนินการอันดับแรกที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายคงหนีไม่พ้นการพิเคราะห์ดูว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

รัฐธรรมนูญ สำหรับแวดวงนักกฎหมายสิ่งแวดล้อมคงไม่มีอะไรฮือฮาไปกว่ามาตรา 67 อีกแล้ว ถึงขนาดที่ว่าบุคคลหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมายหรือไม่ต่างก็ตระหนักดีแล้วว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 67 คืออะไร กล่าวมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้เขียนขออธิบายถึงมาตรา 67 แห่งรัฐธรรมนูญมาตรานี้พอสังเขปเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน

มาตรา 67 รับรองสิทธิของประชาชนและสิทธิของชุมชนในการอนุรักษ์ บำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการคุ้มครอง ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ ดังนั้น วรรคสองของมาตรา 67 จึงกำหนดให้โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่าง “รุนแรง” ต่อชุมชนทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติหรือสุขภาพของคนในชุมชนจะต้อง 1.ทำการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน 2.จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย (หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “การทำประชาพิจารณ์” นั่นเอง) 3.จัดให้องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมให้ความเห็นประกอบเสียก่อน โดยผู้เขียนเชื่อว่าท่านผู้อ่านสามารถหารายละเอียดได้จากข่าวเกี่ยวกับคดีมาบตาพุดตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

ขั้นตอนต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดนั้น ก็เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถจัดทำแผนประกอบธุรกิจที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด อันจะเป็นการช่วยเยียวยาความเสียหายจากการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าวให้น้อยที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกโครงการไปเสียเลยทีเดียว

พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 หัวใจหลักของกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม คือ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญตรงตามชื่อ คือเพื่อคุ้มครองและรักษาสิ่งแวดล้อมตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติให้ดำรงคงอยู่ตราบนานเท่านาน โดยกำหนดกลไกเพื่อคุ้มครองและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมไว้หลายประการด้วยกัน

กลไกที่ 1 : การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

มาตรการแรกที่จะต้องกล่าวถึง คือการกำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้เราทราบว่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่จะต้องถูกควบคุมนั้นเป็นเช่นไร พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม กำหนดให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีอำนาจกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำ คุณภาพอากาศ ระดับเสียงและความสั่นสะเทือน ตลอดจนคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆ ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมไม่ได้กำหนดโทษสำหรับผู้ประกอบการที่มิได้ปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเอาไว้ เว้นเสียแต่ในกรณีที่การดำเนินการที่ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมดังกล่าวนั้น ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต สุขภาพหรือทรัพย์สินของบุคคลอื่น ผู้ฝ่าฝืนมาตรฐานดังกล่าว ก็อาจมีความผิดทางแพ่งได้

นอกจากนี้ กฎหมายยังให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการกำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมเรื่องการระบายน้ำทิ้ง การปล่อยอากาศเสีย การปล่อยทิ้งของเสีย หรือมลพิษอื่นใดจากแหล่งกำเนิดออกสู่สิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม มาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมนี้เป็นคนละส่วนกับมาตรฐานที่กำหนดตามพระราชบัญญัติโรงงาน ดังจะกล่าวต่อไป

มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมประการต่อไป คือการกำหนดให้พื้นที่บางแห่งเป็นเขตอนุรักษ์ เขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม เขตพื้นที่ที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงเข้าขั้นวิกฤต ทั้งนี้ เพื่อจะได้กำหนดมาตรการที่เหมาะสมและจำเป็นสำหรับการคุ้มครองและรักษาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ดังกล่าวให้คงอยู่เป็นรายกรณีไป

กลไกที่ 2 : รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

นอกจากมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมแล้ว พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ยังกำหนดหน้าที่เพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบกิจการบางประเภท โดยกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการบางประเภทมีหน้าที่จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญในการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบของโครงการหรือกิจกรรมที่มีต่อสิ่งแวดล้อม โดยเปรียบเทียบกับสภาวะที่ไม่มีโครงการหรือกิจการนั้น ทั้งในด้านทรัพยากรกายภาพ ทรัพยากรนิเวศวิทยา คุณค่าต่อการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณภาพชีวิตของมนุษย์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถจัดเตรียมมาตรการป้องกันและเยียวยาผลกระทบดังกล่าวได้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป

นอกจากนี้ การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้นยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวทางการป้องกันและเยียวยาผลกระทบของโครงการที่มีต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดปัญหาและความขัดแย้งระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการนั่นเอง

กลไกที่ 3 : การควบคุมดูแลมลพิษ

การควบคุมมลพิษเป็นกลไกตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่ช่วยควบคุมและแก้ไขมลพิษของสิ่งแวดล้อมไว้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การกำหนดมาตรการควบคุมมลพิษ การให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการกำหนดเขตควบคุมมลพิษ พร้อมทั้งมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้มีการลดและขจัดมลพิษต่อไป การจัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสีย อากาศเสีย หรือของเสีย ตลอดจนมาตรการส่งเสริมและช่วยเหลือในการควบคุมและขจัดมลพิษ

คุยกันมาถึงตอนนี้แล้ว ท่านผู้อ่านคงเริ่มเห็นภาพว่าประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอยู่มากมาย จะกล่าวให้หมดในตอนนี้คงไม่ไหว ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอยกยอดไปคุยกันต่อในฉบับหน้า แล้วพบกันนะครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน