
อิเหนาลุยเปิดเศรษฐกิจ ดึงลงทุนต่างชาติ-ผงาดร่วมทีพีพี
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ในขณะที่หลายชาติในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมถึงประเทศไทย กำลังเร่งหารือกันภายในแต่ละประเทศ ว่าจะขอร่วมขบวนความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) หรือจะเร่งเดินหน้าความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) จะไปทางไหนดีเพื่อไม่ให้ตกขบวนการค้าโลกที่กำลังแข่งขันอย่างเข้มข้น ทว่าล่าสุด เพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซีย ได้นำหน้าการตัดสินใจไป 1 ก้าว ด้วยการประกาศเจตจำนงพร้อมที่จะเข้าร่วมการเจรจาข้อตกลงทีพีพีแล้ว
ผู้นำหัวใหม่ของอินโดนีเซีย ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ได้เดินทางไปเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการในสัปดาห์นี้ โดยมีเรื่องเศรษฐกิจสำคัญ 2 ข้อติดมือไปด้วย คือ การแจ้งความจำนงเข้าร่วมเจรจาทีพีพี ซึ่งจะมีความร่วมมือผ่านทางผู้แทนการค้าของสหรัฐในอินโดนีเซียต่อไป
ขณะเดียวกัน ก็ยังต้องดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากสหรัฐ ทั้งการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งวิโดโดยังเดินทางไปเยือนฝั่งอเมริกาตะวันตกด้วยตัวเอง เพื่อพบปะกับบรรดาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทไอทีชั้นนำด้วยตัวเอง อาทิ ทิม คุก จากแอปเปิ้ล และบรรดาผู้บริหารจากไมโครซอฟท์ และกูเกิล
หากเทียบกับกรณีที่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน เดินทางเยือนอังกฤษ และมีการจรดปากกาลงนามข้อตกลงการค้าและการลงทุนไปกว่า 3 หมื่นล้านปอนด์ไปเมื่อไม่นานนี้แล้ว การเยือนของวิโดโดหรือที่ชาวอินโดนีเซียเรียกกันว่า โจโกวี ซึ่งมีการบรรลุดีลหลายฉบับกับสหรัฐวงเงินประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ อาจไม่น่าแปลกใจอะไรมากนัก
แต่หากเทียบกับประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซียในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งในแง่ของรูปแบบเศรษฐกิจที่มีภาวะชาตินิยมผสมอยู่มาก ไปจนถึงการเป็นผู้นำแดนอิเหนาคนแรกที่เดินทางเยือนสหรัฐในรอบนับ 10 ปี นี่ย่อมหมายถึง “การเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง” ของอินโดนีเซียอย่างไม่ต้องสงสัย
โจโกวีชนะการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เมื่อปี 2014 ที่เพิ่งผ่านมา โดยเน้นที่ความเป็นนักธุรกิจคนหนุ่ม หัวใหม่ มีวิสัยทัศน์ และต้องการปฏิรูปอินโดนีเซียในหลายด้าน จากเดิมที่ประเทศนี้อยู่ภายใต้การปกครองของอดีตนายทหารมาหลายทศวรรษ เช่น อดีตประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน คนก่อนหน้า
ทว่า ความสดใหม่ของโจโกวีก็ไม่สามารถต้านทานภาวะราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ดิ่งเหวลงอย่างหนักทั่วโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปาล์ม ยางพารา ไปจนถึงสินค้าเกษตรอื่นๆ
ในแง่หนึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นโชคร้ายของโจโกวี ที่ขึ้นมาเป็นผู้นำในช่วงแจ็ก
พอตราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกตกต่ำพอดี แต่หากมองในแง่ดี นี่คือการตอกย้ำให้อินโดนีเซียยิ่งตระหนักถึงปัญหาของเศรษฐกิจของตนเองที่ผูกติดกับสินค้าโภคภัณฑ์มากเกินไป
ในปี 2014 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจอินโดนีเซียขยายตัวได้ต่ำที่สุดในรอบกว่า 10 ปี หรือตั้งแต่ปี 2002 ส่วนค่าเงินรูเปียห์ก็อ่อนค่าลงฮวบฮาบถึง 11% ในขณะที่มูลค่าการค้าก็ตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ภาคการเงินเอเชียในปี 1997-1998 และฉุดให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ จาการ์ตา คอมโพสิต ร่วงลงถึงกว่า 7%
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากตัวเลขเอฟดีไอของอินโดนีเซียในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา จะพบว่า สามารถทำผลงานได้ดีกว่าใครเพื่อนใน 10 ชาติอาเซียนด้วยกัน โดยสามารถดึงดูดได้ราว 31% อยู่ที่ 1.36 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่าไทยประมาณ 3 เท่า ซึ่งดึงดูดได้ประมาณ 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 9% อยู่ในอันดับที่ 4 ของตาราง ทว่าส่วนใหญ่ยังคงเป็นการลงทุนในภาคพลังงานเป็นหลัก
ขณะที่การค้าระหว่างอินโดนีเซียกับจีนนั้นก็มีสัดส่วนเพียงประมาณ 7.5% ของจีดีพี ซึ่งน้อยกว่าเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ซึ่งอยู่ที่ 18.8% และเวียดนาม ซึ่งอยู่ที่ 16.2% ทั้งที่อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ และกำลังมีการขยายตัวของชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว
เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการส่งออก รัฐบาลกรุงจาการ์ตา เองจึงต้องพยายามหาความสมดุลทางเศรษฐกิจมากขึ้น ด้วยการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการลงทุนด้านใหม่ๆ เช่น ภาคการผลิต ค้าปลีก และเทคโนโลยี จากเดิมที่เน้นในกลุ่มพลังงานและสินค้าเกี่ยวเนื่องกับด้านพลังงานเป็นหลัก
จึงไม่น่าแปลกใจหากอินโดนีเซียในยุคของโจโกวีจะปรับเปลี่ยนเปิดประเทศสู่กระแสโลกาภิวัตน์ให้กว้างขึ้นกว่าเดิม ด้วยการร่วมวงทีพีพี เพื่อหวังขยายการค้าและการลงทุนของอินโดนีเซียกับอีก 12 ประเทศภาคีสมาชิก เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์การค้าและการลงทุนในกรอบที่กว้างขึ้นกว่าข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เดิมที่มีอยู่แล้ว และขยายภาคีเอฟทีเอกลายๆ กับสหรัฐที่ยังไม่มีข้อตกลงร่วมกัน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลอินโดนีเซียยังเปิดช่องด้วยการเตรียมผ่อนคลายกฎเกณฑ์การลงทุนของต่างชาติ เช่น ภาคธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ที่กฎหมายปัจจุบันยังไม่เปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจได้ มีการคาดว่าอินโดนีเซียจะเปิดช่องทางนี้ให้ต่างชาติเข้ามาเล่นด้วย เนื่องจากต้องการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีในประเทศ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กๆ เช่น ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และกลุ่มสตาร์ทอัพ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นภาคเศรษฐกิจของชนชั้นกลางไปในตัว
เพราะกระบวนการค้าและการลงทุนในยุคการแข่งขันที่เข้มข้น ทั้งภายในภูมิภาคและระหว่างทวีปในยุคนี้ มีเดิมพันชิ้นใหญ่ที่แต่ละประเทศไม่อาจรอท่าเชื่องช้าได้อีกต่อไป







