
ยึดหลักนิติธรรม
แม้นโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลตามคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะมีเสียงตอบรับค่อนข้างสูง แต่ก็มีข้อกังขาอยู่ไม่น้อยว่านโยบายดังกล่าวจะเป็นจริงในทางปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน ด้วยรัฐบาลในอดีตที่แล้วๆ มา ก็เคยประกาศใช้นโยบายนี้มาก่อน แต่ก็กล่าวได้ว่าทุกรัฐบาลประสบความล้มเหลว
แม้นโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลตามคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะมีเสียงตอบรับค่อนข้างสูง แต่ก็มีข้อกังขาอยู่ไม่น้อยว่านโยบายดังกล่าวจะเป็นจริงในทางปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน ด้วยรัฐบาลในอดีตที่แล้วๆ มา ก็เคยประกาศใช้นโยบายนี้มาก่อน แต่ก็กล่าวได้ว่าทุกรัฐบาลประสบความล้มเหลว
อำนาจนอกระบบนั้นอยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ยากจะใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งขจัดให้หมดสิ้น แต่การปกครองโดยหลักนิติรัฐ ยึดหลักนิติธรรมต่างหาก น่าจะช่วยหนุนผลักให้อำนาจเถื่อนอ่อนแอลง และค่อยๆ หมดไป
แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสังคมไทยยังมีความไม่เป็นธรรมแผ่ปกคลุมอยู่ทั่วไป ในแง่ความไม่เป็นธรรมด้านเศรษฐกิจ จะพบว่าพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศยังตกอยู่ในความยากจน มีช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนถ่างออกมากยิ่งขึ้น ประชาชนจำนวนมากยังไร้ที่ดินทำกิน
ชาวนาซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติยังคงเป็นกลุ่มประชากรที่ต้องรอรับการอุดหนุนจากรัฐบาลในทุกปี ขณะเดียวกันที่ดินทำกินกำลังตกไปอยู่ในมือของนายทุนเพียงไม่กี่กลุ่มมากขึ้นทุกขณะ
โครงสร้างทางการเมืองยังไม่เปิดทางให้ประชาชนสามารถต่อรองการกำหนดนโยบายของรัฐ แต่อำนาจนั้นกลับถูกผูกขาดและเชื่อมร้อยอยู่กับกลุ่มผลประโยชน์ โดยชาวบ้านเป็นเพียงเครื่องมือส่งต่อการเข้าถึงอำนาจรัฐเท่านั้น
ดังนั้น การจะประกาศดำเนินนโยบายยากๆ เช่น การปราบมาเฟีย แม้จะได้ใจผู้คนไม่น้อย แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจจะกลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน หากการปกครองภายใต้รัฐนั้นยังไม่สามารถขจัดความเหลื่อมล้ำ ยังเปิดช่องให้สังคมอุปถัมภ์ทำหน้าที่แทนรัฐต่อไป หรือยังอนุญาตให้ทุนเพียงไม่กี่กลุ่มได้สิทธิสูบทรัพยากรไปใช้อย่างไม่ลดละ
ยิ่งอำนาจรัฐที่ใช้อยู่นั้นขาดการตรวจสอบถ่วงดุล นอกจากความเสมอภาคจะไม่เกิดขึ้นแล้ว การลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะยิ่งมีมากขึ้น ฉะนั้นหนทางขจัดความไม่เป็นธรรมภายใต้รัฐ จึงต้องเริ่มจากการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมให้ผู้คนในสังคมเห็นความเป็นธรรมสำคัญเหนืออิทธิพลอื่น
การจะปราบปรามผู้มีอิทธิพล เด็ดหัวข้าราชการที่ประพฤติมิชอบฉ้อฉล สั่งจับนักศึกษาที่เห็นต่างไปขึ้นศาลทหารและนำตัวไปคุมขัง การให้อำนาจเจ้าหน้าที่จับบุคคลไปปรับทัศนคติ ฯลฯ หากเป็นไปตามอำเภอใจ ขัดต่อหลักกฎหมาย นอกจากนโยบายยากๆ ที่ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จแล้ว ยังขาดการยอมรับ และมีความสุ่มเสี่ยงจะโน้มนำสังคมไปสู่การใช้กำลังต่อต้านรัฐในที่สุด
ที่สำคัญมากกว่านั้น บรรยากาศการคืนความสุขให้สังคมไทยไปสู่ความปรองดองย่อมไม่เกิดขึ้นจริง ฉะนั้นอย่าว่าแต่นโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพล หรือนโยบายอื่นใดที่รัฐบาลคาดหวัง หากไม่ยืนอยู่บนหลักความเป็นธรรม ไม่เป็นการคุ้มครองประชาชนอย่างเสมอภาค ก็ยากที่นโยบายใดจะสำเร็จลุล่วง







